สัมมากรสางปมรีเจ็กต์ ให้จองแต่ไม่เซ็นสัญญา-เปลี่ยนรูปแบบขาย

สัมมากรสางปมรีเจ็กต์ ให้จองแต่ไม่เซ็นสัญญา-เปลี่ยนรูปแบบขาย

24 February 2017

สัมมากร พลิกเกมแก้ปัญหายอดรีเจ็กต์พุ่ง 20-35% เปลี่ยนเป็นให้จองแต่ไม่เซ็นสัญญาซื้อขาย ชี้ช่วยเพิ่มโอกาสในการขาย เน้นโครงการพร้อมขายมากขึ้น เปิดแผนปี 60 เตรียมผุดโครงการใหม่รวมกว่า 2,300 ล้าน

นายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) เปิดเผย ผลประกอบการปี 2559 ว่า มียอดรับรู้รายได้รวม 1,246 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้โครงการแนวราบ 704 ล้านบาท ลดลงจากปี 2558 ที่มีรายได้ 900 ล้านบาท รายได้จากโครงการคอนโดมิเนียม 179 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 350 ล้านบาท และรายได้จากค่าเช่าเพิ่มขึ้นจาก 250 ล้านบาทในปี 2558 เป็น 363 ล้านบาท ขณะที่อัตราการทำกำไรอยู่ที่ 111 ล้านบาท ลดลงประมาณ 10% จากปี 2558 ที่มีกำไร 122 ล้านบาท

รายได้และกำไรที่ลดลงเป็นผลมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจซบเซา โดยดูได้จากยอดโอนในปี 2559 ที่มียอดโอนลดลง 8% เมื่อพิจารณาตามประเภทอสังหาฯ พบว่า โครงการแนวราบมียอดโอนลดลง 23% เมื่อเทียบกับปี 2558 ขณะที่ยอดโอนของกลุ่มคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้น 24% ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่มีผลตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2558-28 เมษายน2559 ประกอบกับความต้องการซื้อส่วนใหญ่เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการที่ยอดโอนโครงการแนวราบติดลบสะท้อนได้ว่าผู้บริโภคไม่มีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจอย่างมาก เพราะโครงการแนวราบเป็นโครงการของผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยจริง

นอกจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ยังพบว่าสถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ศักยภาพการเงินของประชาชนถดถอย ส่งผลให้มียอดปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) สูง โดยบริษัทมียอดปฏิเสธสินเชื่อในกลุ่มคอนโดมิเนียมสูงถึง 35-38% กลุ่มแนวราบอยู่ที่ 20% โดยกลุ่มที่ถูกปฏิเสธสินเชื่อมากที่สุดคือกลุ่มเอสเอ็มอี เดิมกลุ่มนี้จะได้รับพิจารณาสินเชื่อ 100% แต่เมื่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวสถาบันการเงินจึงพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเพียง 70% เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ในปี 2560 บริษัทจึงมีการปรับแผนการดำเนินงานในส่วนของงานขาย จากเดิมลูกค้าให้จองและเซ็นสัญญาซื้อขาย จึงยื่นขออนุมัติสินเชื่อ แต่เมื่อไปยื่นจริงกลับพบว่ามีหนี้เพิ่มขึ้นมา ทำให้บริษัทเสียโอกาสในการขาย ดังนั้นในปีนี้บริษัทจึงยังไม่เซ็นสัญญา แต่ให้มาจองก่อน และให้แบงก์มาพิจารณาสินเชื่อเลย โดยในเวลาในการพิจารณาไม่เดิน 1 เดือน ระหว่างนี้ถ้ามีคนสนใจก็มาจองต่อได้ ถ้าลูกค้ารายแรกไม่มีคุณสมบัติพอ ลูกค้ารายที่สองก็มีสิทธิ์ ทั้งนี้ คาดว่าด้วยวิธีการดังกล่าวจะทำให้ยอดรีเจ็กต์เป็น 0% เพราะบริษัทจะไม่นับว่าขายจนกว่าจะกู้ผ่าน พร้อมกับพัฒนาสินค้าพร้อมขายมากขึ้น เน้นโครงการแนวราบ

สำหรับภาพรวมตลาดในปี 2560 คาดว่าตลาดจะมีอัตราการเติบโตที่ประมาณ 5% ในส่วนของบริษัทตั้งเป้าเติบโตด้านรายได้ที่ประมาณ 10% พร้อมกันนี้บริษัทมีแผนเปิดตัว 3 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 2,300 ล้านบาท

ประกอบด้วย 1.โครงการสัมมากร อเวนิว สุวรรณภูมิ ทาวน์โฮม 3 ชั้น322 หน่วย บนพื้นที่ 31 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท ระดับราคากว่า 3 ล้านบาท 2.โครงการสัมมากร อเวนิวชัยพฤกษ์-วงแหวน ทาวน์โฮม 2 ชั้น 292 หน่วย บนพื้นที่ 27 ไร่ มูลค่าโครงการ 876 ล้านบาท ระดับราคากว่า 2 ล้านบาท

และ 3.โครงการออฟฟิศ พาร์ครามอินทรา-วงแหวน โฮมออฟฟิศ 4 ชั้น 24 หน่วย บนพื้นที่ 3 ไร่ มูลค่าโครงการ 160 ล้านบาท ระดับราคากว่า 7 ล้านบาท ทั้ง 3 โครงการอยู่ในระหว่างการเร่งก่อสร้าง พร้อมเปิดพรีเซลในไตรมาส 4 ปี 2560

 

ที่มา :   thansettakij

24 February 2017