(เพิ่มเติม) ครม.อนุมัติบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใช้ลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน-ค่าใช้จ่ายเดินทางให้ผู้มีสิทธิ 11.67 ล้านคน

(เพิ่มเติม) ครม.อนุมัติบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใช้ลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน-ค่าใช้จ่ายเดินทางให้ผู้มีสิทธิ 11.67 ล้านคน

07 September 2017

น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการประชารัฐสวัสดิการเพื่อให้ความช่วยเหลือกับผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยกำหนดผู้ได้รับสิทธิ 11.67 ล้านคน ที่จะได้รับการช่วยเหลือในด้านการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

สำหรับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ประกอบด้วย ค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค, สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรมจากร้านธงฟ้าประชารัฐและร้านอื่นๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด โดยหากมีรายได้สูงกว่า 30,000 บาท/ปี จะได้วงเงิน 200 บาท แต่หากรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท/ปี จะได้วงเงิน 300 บาท

นอกจากนี้ ยังมีวงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าที่กระทรวงพลังงานกำหนด 45 บาท/คน/ 3 เดือน ส่วนกรณีของค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้านั้นจะยังให้ใช้ความช่วยเหลือในระบบเดิมไปก่อน ยังไม่นำมารวมอยู่ในบัตรสวัสดิการฯ นี้

สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง จะได้รับวงเงินค่าโดยสารรถเมล์/รถไฟฟ้า จำนวน 500 บาท/คน/เดือน วงเงินสำหรับการเดินทางระยะไกล คือ ค่าโดยสารรถ บขส. จำนวน 500 บาท บาท/คน/เดือน และวงเงินค่าโดยสารรถไฟ 500 บาท/คน/เดือน

ในส่วนของการใช้บัตรสวัสดิการฯ กับรถเมล์นั้น ขณะนี้ ขสมก.กำลังเร่งติดตั้งเครื่อง e-ticket ในรถเมล์ประเภทรถร้อนให้ได้ 800 คันภายในวันที่ 1 ต.ค.นี้ และจะทยอยติดตั้งอีก 2,600 คัน ในช่วง 3 เดือนที่เหลือของปีนี้ ซึ่งจะทำให้เสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดได้ราวต้นปี 61 ซึ่งผู้โดยสารที่เป็นผู้มีรายได้น้อยสามารถนำบัตรสวัสดิการฯ มาใช้ได้กับรถเมล์ ขสมก.ที่ติดป้ายระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นรถเมล์ที่ติดตั้งเครื่อง e-ticket และสามารถใช้บัตรดังกล่าวชำระค่าโดยสารได้ ซึ่งจะใช้ได้ในวงเงินไม่เกินเดือนละ 500 บาท

ในขณะที่การใช้บัตรสวัสดิการฯ กับรถบขส. และรถไฟนั้น ทั้ง 2 หน่วยงานกำลังเร่งติดตั้งเครื่อง EDC ที่จุดจำหน่ายตั๋วเดินทาง เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถนำบัตรมาแตะเพื่อซื้อตั๋วโดยสารได้ในวงเงินไม่เกินเดือนละ 500 บาท

"กรณีรถเมล์กับรถไฟฟ้า มีความพิเศษคือ เราต้อง co กับกระทรวงคมนาคม และสนข.ในการทำระบบ e-ticket ตอนนี้กำลังติดตั้งระบบอยู่ เมื่อเราทำบัตรสวัสดิการฯ เสร็จ และรถเมล์ทำบัตร e-ticket เสร็จ เราก็จะเอาบัตรไปใช้บนรถเมล์ได้ ซึ่งรถเมล์ และรถไฟฟ้า จะมีระบบตั๋วร่วมหรือตั๋วแมงมุมซึ่งจะใช้กับระบบ e-ticket ได้ ส่วนผู้ที่จะโดยสาร บขส.และรถไฟ จะใช้บัตรสวัสดิการฯ กับเครื่อง EDC" อธิบดีกรมบัญชีกลางกล่าว

พร้อมระบุว่า ผู้ที่ลงทะเบียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 6 จังหวัด (นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา) รวม 1.3 ล้านคน ถึงจะมีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการฯ ที่สามารถใช้กับรถเมล์ และรถไฟฟ้าได้ เพราะเป็นบัตรพิเศษที่มีชิพการ์ด 2 ตัว เนื่องจากชิพแรกจะใช้กับสวัสดิการทั่วไป และอีกชิพใช้กับตั๋วแมงมุมที่เป็นตั๋วร่วม

ส่วนการใช้บัตรสวัสดิการฯ กับร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านอื่นๆ ที่ลงทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์นั้น ผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรดังกล่าว สามารถนำไปใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ซึ่งร้านค้าจะติดตั้งเครื่อง EDC ไว้สำหรับการชำระค่าสินค้าผ่านบัตร ซึ่งจะมีวงเงิน 200 บาท/เดือน สำหรับผู้ที่มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาท/ปี และวงเงิน 300 บาท/เดือน สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาท/ปี แต่ทั้งนี้จะไม่ให้นำไปใช้ซื้อสินค้าประเภทเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ หรือบุหรี่

ส่วนการใช้บัตรสวัสดิการฯ กับร้านค้าก๊าซหุงต้มที่ลงทะเบียนไว้กับกระทรวงพลังงานนั้น ก็จะต้องนำบัตรสวัสดิการฯ มาใช้ เพื่อรับส่วนลด 45 บาท/คน/3 เดือนในการซื้อก๊าซหุงต้ม

"วงเงินที่มีอยู่นั้นจะเป็นรายเดือน แยกกันไปชัดเจนคนละวง ค่ารถเมล์-ค่ารถไฟฟ้าก็วงหนึ่ง, ค่าบขส.วงหนึ่ง, ค่ารถไฟ ก็วงหนึ่ง, ค่าซื้อสินค้าร้านธงฟ้าก็วงหนึ่ง และส่วนลดค่าก๊าซหุงต้มก็วงหนึ่ง ซึ่งวงเงินจะมีการปรับยอดใหม่ทุกๆ วันที่ 1 ของเดือน เดือนไหนที่ใช้ไม่หมด ก็จะโดนตัดไป จะไม่มีการนำมารวมกับยอดเดือนใหม่" น.ส.สุทธิรัตน์กล่าวว่า

อธิบดีกรมบัญชีกลาง ประเมินว่า ในการทำโครงการบัตรสวัสดิการฯ ดังกล่าวจะต้องใช้งบประมาณเดือนละ 3,615 ล้านบาท หรือคิดเป็นปีละ 41,940 ล้านบาท ซึ่งนำเงินมาจากกองทุนประชารัฐที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากปี 61 มาแล้วที่ 46,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถครอบคลุมการดำเนินโครงการดังกล่าวได้ตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ดี รัฐบาลจะมีการตรวจสอบสิทธิและอัพเดทข้อมูลของผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนไว้แล้วใหม่ในทุกๆ ปี เพื่อประเมินในเรื่องของรายได้, บัญชีเงินฝาก และการถือครองอสังหาริมทรัพย์ว่ายังเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้อยู่หรือไม่ และมีโครงการจะรับลงทะเบียนเพิ่มสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการ

ที่มา : ryt9
ภาพประกอบ : matichon

07 September 2017