ไทยโรดโชว์ญี่ปุ่นสร้างความเชื่อมั่นหลังเลือกตั้งอีอีซี ยังเดินหน้าต่อ

ไทยโรดโชว์ญี่ปุ่นสร้างความเชื่อมั่นหลังเลือกตั้งอีอีซี ยังเดินหน้าต่อ

06 February 2019

แม้ว่าจะใกล้ช่วงเลือกตั้งเข้ามาทุกทีแล้ว แต่การลงทุน การพัฒนาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี รัฐบาลบิ๊กตู่ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้โรดโชว์ครั้งแรกของปี 2562 ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ถึง 2 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนในพื้นที่อีอีซี

คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้เดินทางร่วมกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และบีโอไอ ไปเยือนนครโอซากา และเขตคันไซ ประเทศญี่ปุ่น และมีโอกาสชี้แจงบนเวทีสัมมนาหัวข้อ Advancing ASEAN*Japan ที่นครโอซากา ซึ่งบีโอไอได้เชิญนักธุรกิจญี่ปุ่นจำนวนมากมาเข้าร่วม โดยนักลงทุนชาวญี่ปุ่นได้สอบถามถึงความต่อเนื่องของนโยบายอีอีซี รวมทั้งสอบถามว่าหลังการเลือกตั้งจะมีความต่อเนื่องหรือไม่ 

ทั้งนี้ ได้ชี้แจงว่าโครงการอีอีซีจะมีความต่อเนื่องไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาล ด้วยเหตุผล 3 ข้อคือ
1.การขับเคลื่อนอีอีซีดำเนินการผ่าน พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นข้อกฎหมายและนโยบาย แนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนทำให้โครงการนี้ และ สกพอ.จะยังคงทำงานได้ในระยะยาวเหมือนกับสำนักงานบีโอไอที่มีภารกิจต่อเนื่อง
2.นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) โดยตำแหน่ง ซึ่งทำให้โครงการนี้ได้รับการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องจากผู้บริหารสูงสุดของรัฐบาล
3.รัฐบาลต่อไปสามารถนำรูปแบบความสำเร็จของนโยบายอีอีซีไปใช้ในการพัฒนาพื้นที่อื่นๆ เช่น ระเบียงพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ (เอสอีซี) ระเบียงพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ รวมทั้งการนำแนวคิดไปพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ โดยภาครัฐจัดผังเมืองรวมในพื้นที่และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้กับการลงทุนของภาคเอกชน

สำหรับสถานะทางเศรษฐกิจของไทยถือว่าอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ คือมีการขยายตัวในระดับที่น่าพอใจจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเห็นได้ว่าในปี 2561 ที่ผ่านมา ทั้งการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนขยายตัวสูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ขยายตัวได้ประมาณ 4% แต่การลงทุนเอกชนขยายตัว 4.4% ส่วนภาครัฐขยายตัว 6.6% 

ขณะที่การส่งออกในปี 2562 คาดการณ์ว่าจะเติบโตใกล้เคียงกับจีดีพีที่ 4.1% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการเติบโตของจีดีพีมาจากปัจจัยภายใน โดยเฉพาะการลงทุนมีมากขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อน การลงทุนเอกชนไม่เกิน 2%

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในโครงการอีอีซีจะทำให้การลงทุนในภาพรวมของประเทศขยายตัวได้ถึง 10% ในปี 2563 ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ประกอบไปด้วย โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการหลัก ซึ่งได้รับการผลักดันตามแผนระยะที่ 2 ของการพัฒนาอีอีซี มูลค่าลงทุนรวม 6.5 แสนล้านบาท และจะได้ตัวเอกชนผู้ที่จะเข้ามาพัฒนาโครงการทั้งหมดภายในเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งจะเริ่มทยอยลงทุนได้ในครึ่งหลังของปี 2562 เป็นต้นไป

สำหรับแผนพัฒนาอีอีซีระยะที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนของการเริ่มขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 กลุ่ม และเพิ่มเติม 2 กลุ่ม คือ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและกิจการด้านการศึกษา จะดึงดูดนักลงทุนเข้ามายังอีอีซีต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายให้เกิดการลงทุนเพิ่มจากการลงทุนในปีปกติประมาณ 3 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ตามแผนพัฒนาอีอีซีระยะที่ 3 จะให้ความสำคัญในการไปเชิญชวนนักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายมาลงทุน โดยมุ่งไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S Curve) เช่น หุ่นยนต์ เครื่องมือแพทย์ ดิจิทัล เพราะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีพื้นฐานจากอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพอยู่เดิม

ขณะที่การเดินทางมาญี่ปุ่นร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการโรดโชว์ในพื้นที่เป้าหมายของญี่ปุ่นครบ 3 พื้นที่แล้วคือ กรุงโตเกียว จ.ไอจิ และนครโอซากา ซึ่งเชื่อว่าจะมีการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยต้องการตามมา เพราะในพื้นที่เหล่านี้ถือว่าเป็นแหล่งอุตสาหกรรมไฮเทคชั้นนำของญี่ปุ่น

ในส่วนของนักลงทุนอื่น เช่น ฝรั่งเศส ที่สนใจลงทุนในไทย โดยกรณีแอร์บัสที่ร่วมมือกับการบินไทย พัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา จะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้

ทั้งนี้แอร์บัสยังมีแผนจะลงทุนในธุรกิจส่งตัวผู้ป่วยโดยเฮลิคอปเตอร์ในไทย และกำลังมองหาพื้นที่ในอาเซียนในการตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์ด้วย ซึ่งความชัดเจนของแอร์บัสจะทำให้บริษัทที่เป็นซัพพลายเชนของแอร์บัสตามเข้ามาลงทุนอีกราว 40 บริษัท

สำหรับความคืบหน้าของโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซี ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาสัญญากับกลุ่มซีพีและพันธมิตร

ส่วนโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ที่เปิดขายซองประมูลและเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอใหม่ ก็เชื่อมั่นว่าทุกโครงการจะได้ผู้ร่วมลงทุนภายในเดือน เม.ย.นี้ โดยเป็นครั้งแรกที่ไทยจะให้เอกชนเข้ามาร่วมพัฒนาโครงการที่เป็นการประมูลแบบนานาชาติ (International Biding) ซึ่งต่างจากอดีตที่รัฐจะเป็นผู้พัฒนาเอง โดยกรณีของท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 หลังจากปรับช่วงเวลาที่เอกชนสามารถยื่นข้อเสนอได้ ก็มีผู้พัฒนาท่าเรือระดับโลกสนใจ เช่น ไชน่าฮาเบอร์จากจีน ฮิโตชูจากญี่ปุ่น รวมถึงสิงคโปร์พอร์ต

ไม่พลาดทุกข่าวสาร ทันทุกเรื่องราวอสังหาริมทรัพย์กับ Baania ได้ที่ Line Official >> @baania

 

06 February 2019