เวียดนามดันอุตฯ 4.0 จ่อเป็นคู่แข่งอีอีซี-ไทยใน 5 ปี

เวียดนามดันอุตฯ 4.0 จ่อเป็นคู่แข่งอีอีซี-ไทยใน 5 ปี

04 July 2019

เป็นน่าจับตามอง เมื่อเวียดนามเริ่มรุกคืบพัฒนาด้านอุตสาหกรรมภายในประเทศให้เป็นอุตสาหกรรม 4.0 โดยมีเป้าหมายในอีก 5 ปี จะขึ้นเป็นคู่แข่งกับไทย ล่าสุดภาคเอกชน ห่วงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ล่าช้า ซึ่งอาจกระทบความเชื่อมั่นการลงทุนในพื้นที่อีอีซีได้ สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ชี้ว่า นี่เป็นช่องเปิดโอกาสให้เวียดนามแข่งดึงลงทุนกับไทย รับอานิสงค์ศึกการค้า "อมตะ" จี้ สกพอ. เร่งตั้งวันสต็อปเซอร์วิสอำนวยความสะดวก

นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังผลักดันเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อรองรับการลงทุนที่มีเทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มสูง แต่การขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซียังไม่มีความคืบหน้ามากนัก โดยขณะนี้ยังไม่สามารถลงทุนโครงการร่วมลงทุนได้ เพราะติดปัญหาการประมูล ซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุนของภาคเอกชน

ทั้งนี้ รัฐบาลใหม่จะต้องสร้างความต่อเนื่องของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ได้ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) และเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบจะไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 ทำให้ไม่สามารถใช้มาตรา 44 ในการลดขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับผังเมืองรวมอีอีซี แบบเมื่อปี 2560 แล้ว แต่ต้องใช้กลไกการบริหารราชการแผ่นดินปกติในการแก้ปัญหา 

กังวลไทยถูกแซงหน้า
นายสนั่น กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐเร่งขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซี เพราะสงครามการค้าส่งผลให้บริษัทต่างชาติที่ลงทุนในจีนมีแผนย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น โดยในอาเซียนมองการเข้าไปลงทุนในเวียดนามเป็นลำดับแรก รองลงมาเป็นไทยหรือมาเลเซีย โดยมี 5 ปัจจัยหลักที่เลือกไปลงทุนในเวียดนาม คือ 1.เวียดนามได้เปรียบแรงงานที่มีความขยันและมีค่าจ้างไม่สูง
2.มีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เวียดนาม-สหภาพยุโรป รวมถึงข้อตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP)
3.ตลาดภายในของเวียดนามมีขนาดใหญ่และใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกได้ 4.ค่าเงินเวียดนามอยู่ในะดับอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ 
5.รัฐบาลเวียดนามมีเสถียรภาพ

“บริษัทไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่มีฐานการผลิตในจีนจะมองการย้ายฐานการลงทุนไปเวียดนามเป็นลำดับแรก ในขณะที่ไทยควรเร่งส่งเสริมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อดึงการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีสูง ซึ่งไทยมีความพร้อมรองรับการลงทุนกลุ่มนี้ รวมทั้งไทยมีอุตสาหกรรมสนับสนุนที่เข้มแข็งกว่าเวียดนามจึงควรใช้จุดแข็งนี้แข่งกับเวียดนาม”

เวียดนามเริ่มดันอุตฯ 4.0
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติมีความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทยและเวียดนามสูง ซึ่งทั้ง 2 ประเทศต่างก็มีจุดเด่นต่างกัน โดยเวียดนาม มีจุดเด่นในเรื่องค่าแรงที่ต่ำกว่า ส่วนไทยมีจุดเด่นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อม ทำให้ไทยมุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม 4.0 คาดว่า หากนโยบายของรัฐบาลไทยไม่สะดุดก็จะเห็นผลได้ภายใน 2-3 ปี

ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามเริ่มให้ความสำคัญกับการลงทุนในอุตสาหกรรม 4.0 มากขึ้น คาดว่าภายใน 5 ปี เวียดนามจะเข้ามาเป็นคู่แข่งในการดึงดูดอุตสาหกรรม 4.0 กับไทย แต่ถ้าไทยทำได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ก็จะทำให้ไทยยังคงความได้เปรียบด้านการแข่งขันในระยะยาว แต่ถ้านโยบายของไทยสะดุด ก็อาจถูกเวียดนามเข้ามาแย่งตลาดในส่วนนี้ได้เช่นกัน

“ขอให้รัฐบาลไทยผลักดันนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) อย่างต่อเนื่อง เน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทค ตั้งทีมขึ้นมาดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงโดยเฉพาะ ซึ่งในรัฐบาลที่ผ่านมาได้วางแผนไว้ทั้งหมดแล้ว ขอให้รัฐบาลใหม่เร่งปฏิบัติตามแผน วิ่งต่อไปได้เลยไม่ต้องเสียเวลามาทำแผนอีก แสดงให้ต่างชาติเห็นว่าไทยทำได้ ทั้งนี้ แม้ว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ใน อีอีซี จะล่าช้าไปบ้าง แต่ถ้าทั้งหมดสำเร็จภายในปีนี้ก็ยังถือว่าโอเค”

อมตะกังวลเมกะโปรเจคล่าช้า
นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นโยบายอีอีซีช่วงผลักดันการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมอีอีซีช่วงที่ผ่านมา และถือเป็นแรงส่งผลบวกต่อการลงทุนในพื้นที่มาก และที่ผ่านมารัฐบาลเร่งผลักดันการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 ทำให้ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในอีอีซีมาก แต่การผลักดันโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในช่วงหลังมีความล่าช้า

รวมถึงการตั้งศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสของอีอีซีล่าช้า ซึ่งการผลักดันเรื่องนี้มี พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 รองรับทำให้รวมอำนาจการอนุญาตของกฎหมายหลายฉบับมาไว้ในจุดเดียวเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักธุรกิจ

จี้ สกพอ. เร่งวันสต็อปเซอร์วิส
ทั้งนี้ ความล่าช้าของการตั้งศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสที่ล่าช้า ซึ่งส่งผลให้การขออนุญาตลงทุนต้องผ่านช่องทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และต้องมาผ่านขั้นตอนของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ขึ้นอีกทำให้เพิ่มขั้นตอนให้นักธุรกิจที่ยุ่งยากขึ้นอีก

“ปัญหาหลักเกิดจาก สกพอ. มีบุคลากรไม่เพียงพอ ทำให้ต้องอาศัยหน่วยงานอื่นออกใบอนุญาต ทั้งที่ สกพอ. มีกฎหมายของตัวเองรองรับการออกใบอนุญาตได้เอง การเพิ่มขั้นตอนดังกล่าวทำให้เกิดความยุ่งยากในการขอลงทุนในอีอีซี ซึ่งหาก สกพอ. จัดการเรื่องนี้ได้ ตั้งวันสต็อปเซอร์วิสสำเร็จและมีบุคลากรเพียงพอ คาดว่าปัญหาจะหมดไป”

ที่มา..กรุงเทพธุรกิจ

ไม่พลาดทุกข่าวสาร ทันทุกเรื่องราวอสังหาริมทรัพย์กับ Baania ได้ที่ Line Official >> @baania

04 July 2019