ความสุขที่เรียบง่ายแต่จับใจ หาได้ที่เกาะ Miyajima

ความสุขที่เรียบง่ายแต่จับใจ หาได้ที่เกาะ Miyajima

29 พฤษภาคม 2017

ผมยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือเฟอร์รี่ที่กำลังเคลื่อนออกจากฝั่งเมืองที่หนาแน่นของ Hiroshima มองไปข้างหน้าเห็นเกาะสีเขียวขจีอยู่อีกฟากฝั่ง และ O-torii Gate สีส้มตั้งตระหง่านบนผืนน้ำทะเลหน้าศาลเจ้า Itsukushima เกาะที่ผมกำลังจะไปเยือนนี้คืออีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่อ และเป็นหนึ่งในสามวิวที่สวยงามที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ที่นี่คือ เกาะ Miyajima

ความโดดเด่นของเกาะ Miyajima คือบริเวณศาลเจ้า Itsukushima ที่ทะเลและป่าโดยรอบได้รับการขึ้นทะเบียนจาก Unesco ให้เป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อปี 1996 กินพื้นที่กว่า 14% ของเกาะซึ่งมีพื้นที่ 31 ตารางกิโลเมตร ประชากรท้องถิ่นมีประมาณ 2,000 คน นอกจากนี้ยังมีศาลเจ้าอีกหลายแห่ง และเป็นเกาะที่มีกวางเยอะมาก ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

ท่ามกลางความเจริญของเมืองใหญ่ประชากรหนาแน่นอย่างเมือง Hiroshima ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม และการหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยว เกาะแห่งนี้ยังคงความน่าสนใจทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และ ระบบนิเวศ ได้เป็นอย่างดี นอกจากจะมีกฎหมายออกมาคุ้มครองพื้นที่โดยรอบแล้ว ทุกอย่างบนเกาะนี้ก็ยังถือเป็นสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม ที่มีคุณค่าต่อจิตใจของคนบนเกาะอีกด้วย

ครั้งหนึ่งศาลเจ้า Itsukushima ได้รับความเสียหายจากพายุใต้ฝุ่น โดยเฉพาะพื้นไม้ระเบียง การซ่อมแซมถูกกำหนดว่าต้องนำไม้ที่ถูกขึ้นทะเบียนให้ตัดได้มาใช้เท่านั้น รวมถึงต้องมีแผนการปลูกต้นไม้ทดแทนใหม่

อีกตัวอย่างแนวคิดที่น่าสนใจ คือการเปลี่ยนหลอดไฟบริเวณศาลเจ้าซึ่งมีจำนวนหลายพันหลอดเป็นหลอดแบบใหม่ การกำหนดการเปิด-ปิดไฟบริเวณทางเดิน ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นต้นเหตุของสภาวะเรือนกระจกได้ถึง 34.3 ตันต่อปี ผู้ดูแลศาลเจ้าบอกว่า ถ้าเราไม่ช่วยกันลดภาวะโลกร้อน อีกไม่กี่ร้อยปี ศาลเจ้าแห่งนี้ก็จะจมอยู่ใต้ทะเล มรดกทางวัฒนธรรมที่สร้างมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า อยู่ไม่ถึงคนรุ่นต่อไป

สภาพแวดล้อมของอาคารบ้านเรือนและร้านค้าบนเกาะที่เป็นบ้านไม้โบราณแบบญี่ปุ่น เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำให้เกาะ Miyajima เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อบ้านแต่ละหลังที่มีอายุหลายสิบปีทรุดโทรมลงตามกาลเวลา บริษัทสถาปนิกและบริษัทก่อสร้างที่เชี่ยวชาญเรื่องบ้านไม้ ก็เข้ามาช่วยให้ความรู้ และดูแลซ่อมแซมบ้านเรือนให้ รวมถึงทำวัสดุทดแทนเพื่อให้บ้านยังคงสภาพเดิมอีกด้วย

นอกจากโบราณสถานและอาคารบ้านเรือน เกาะแห่งนี้ยังโดดเด่นด้วยระบบนิเวศและป่าไม้เขียวขจี อีกทั้งวัตถุดิบและสินค้าท้องถิ่นอันหลากหลาย ถ้าใครมีโอกาสได้ไปเที่ยว อย่าลืมชิมหอยนางรม น้ำแร่ และเบียร์กวาง ซึ่งบอกเลยว่าอร่อยมากครับ

เห็นไหมครับว่า ความตระหนักรู้คุณค่าและรู้จักใช้ของที่มีอย่างเหมาะสม จะทำให้วัฒนธรรมของชุมชนกลายเป็นเป็นสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเราและตกทอดถึงคนรุ่นต่อไปอย่างไม่มีวันจบ

 

โดย: มนต์ชัย บุญยะวิภากุล

นักคิด นักเขียน นักเดินทาง นักธุรกิจ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการหลักสูตรสถาปัตยกรรม

อาจารย์ประจำหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

 

บทความแนะนำ

26 มิถุนายน 2017