จับตาอนาคต “เอสซีจี เอ็กซ์เพรส” บุกมหาชัย สะเทือนทั้ง “ไปรษณีย์ไทย-เคอรี่”

จับตาอนาคต “เอสซีจี เอ็กซ์เพรส” บุกมหาชัย สะเทือนทั้ง “ไปรษณีย์ไทย-เคอรี่”

21 มิถุนายน 2017

ในอดีต การส่งเอกสารหรือพัสดุย่อยต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะเลือกช่องทางไปรษณีย์เป็นหลัก แต่เมื่อธุรกิจอี-คอมเมิร์ชเติบโตขึ้นสูงกว่า 7 แสนล้านบาท ก็ทำให้เริ่มมีธุรกิจขนส่งพัสดุรายย่อยเข้ามาชิงตลาดมากขึ้น

หนึ่งในคู่แข่งที่สำคัญ ได้แก่ “เคอรี่ เอ็กซ์เพรส” จากเดิมที่ให้บริการแบบธุรกิจส่งถึงบุคคล (B2C) ผ่านอีคอมเมิร์ชชื่อดัง เช่น ลาซาด้า (Lazada) ก็เริ่มให้บริการแบบบุคคลถึงบุคคล (C2C) มากขึ้น

ปัจจุบัน เคอรี่ เอ็กซ์เพรส เข้ามาเปิดสาขาในจังหวัดสมุทรสาครแล้ว 3 สาขา ได้แก่ มหาชัย กระทุ่มแบน และพันท้ายนรสิงห์ ถือว่าเป็นการเข้ามาแบบก้าวกระโดด

เทียบกับที่ทำการไปรษณีย์ในจังหวัดมีอยู่ 6 แห่ง ก่อนที่จะให้บุคคลภายนอกเปิดร้านไปรษณีย์ไทย 4 แห่ง และเปิดเคาน์เตอร์ไปรษณีย์อีก 2 แห่ง ที่พันท้ายนรสิงห์ และตลาดเก้าแสน อ้อมน้อย

จากการรุกคืบของธุรกิจขนส่ง รวมทั้งเพื่อตอบสนองผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ชที่ทำงานประจำควบคู่ไปด้วย ทำให้ไปรษณีย์ไทยปรับตัวด้วยการขยายเวลาให้บริการ จากเดิมเวลา 16.30 น.

โดยเฉพาะที่ทำการไปรษณีย์ในพื้นที่เศรษฐกิจ เช่น ไปรษณีย์สมุทรสาคร (มหาชัยเมืองใหม่) เปิดถึง 20.00 น. ส่วนไปรษณีย์กระทุ่มแบน เปิดถึง 18.00 น. และไปรษณีย์อ้อมน้อย เปิดถึง 18.30 น.

พร้อมกับเพิ่มบริการ “อีเอ็มเอส ซูเปอร์ สปีด” จากไปรษณีย์สมุทรสาคร ไปรษณีย์มหาชัย ไปรษณีย์กระทุ่มแบน และไปรษณีย์อ้อมน้อย ส่งผ่านเที่ยวบินแอร์เอเชีย ถึงผู้รับในหัวเมืองใหญ่ภายในวันเดียวกัน หรือวันถัดไปภายใน 13.00 น.

แต่คู่แข่งสำคัญที่ผู้ประกอบการขนส่งกำลังจับตามองในขณะนี้ คือการรุกคืบของเอสซีจี (เครือซีเมนต์ไทย) ร่วมกับยามาโตะ (แมวดำ) จากญี่ปุ่น เปิดตัวธุรกิจใหม่ “เอสซีจี เอ็กซ์เพรส” (SCG EXPRESS)

โดยให้บริการขนส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วน ที่มีจุดเด่นตรงที่มีบริการขนส่งพัสดุย่อยแบบควบคุมอุณหภูมิ (COOL TA-Q-BIN) ทั้งสินค้าแบบแช่เย็น และสินค้าแช่แข็ง ซึ่งผู้ประกอบการรายอื่นยังไม่มี

นอกจากนี้ ยังฉีกรูปแบบวิธีคิดค่าบริการแบบเดิมๆ โดยการวัดความกว้าง บวกความยาวและความสูง (น้ำหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัมต่อกล่อง) เริ่มต้นที่ 40 บาท แตกต่างจากรายอื่นที่คิดตามน้ำหนักพัสดุ

ขณะนี้ให้บริการเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยปลายเดือนพฤษภาคมนี้ จะมีการขยายไปต่างจังหวัดเพิ่มเติม แม้ยังไม่ระบุว่า พื้นที่ให้บริการเพิ่มเติมจะเป็นจังหวัดใด รวมทั้ง จ.สมุทรสาครก็ตาม แต่ก็ถือเป็นก้าวย่างที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

สำหรับการสมัครเป็นผู้ให้บริการพัสดุ “เซอร์วิส เอเย่นต์” (Service Agent) ของเอสซีจี เอ็กซ์เพรส พบว่า ต้องมีพื้นที่เป็นของตนเองไม่น้อยกว่า 10 ตารางเมตร ตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน อาคารสำนักงาน ย่านธุรกิจ โรงเรียนต่างๆ

ที่สำคัญ ต้องไม่เป็นผู้ให้บริการรับพัสดุจากผู้ให้บริกาารรายอื่น และสถานที่ตั้งให้บริการจะต้องไม่มีบริการที่มีลักษณะการให้บริการเช่นเดียวกับบริการของเอสซีจี เอ็กซ์เพรส

ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น ได้แก่ เงินค้ำประกัน 1 หมื่นบาทไว้หักความเสียหายจากการให้บริการ โดยทำสัญญาทุก 6 เดือน ต่อสัญญาคราวละ 6 เดือน และต้องเปิดให้บริการวันจันทร์ถึงเสาร์ ไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน

สำหรับผลตอบแทนจะมาจากค่าคอมมิชชั่น 15% คิดจากรายได้ค่าขนส่งพัสดุ (รวมถึงค่าแรงงาน ค่าวัสดุ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ) และหากร้านไหนขายกล่องพัสดุไปด้วย จะมีรายได้คิดเป็นกล่องละ 1-8 บาท

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในส่วนของกรุงเทพฯ พบว่าจุดบริการบางส่วน เป็นร้านค้าวัสดุก่อสร้างที่เป็นตัวแทนจำหน่ายของเอสซีจีเอง แม้ขณะนี้จะมีผู้สนใจไม่เยอะก็ตาม

ปัจจุบัน เอสซีจีมีช่องทางจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างในสมุทรสาคร ได้แก่ ร้านโฮมมาร์ท 2 แห่ง และตัวแทนจำหน่ายวัสดุก่อสร้างอีก 6 แห่ง หากสามารถชักชวนให้เปิดเซอร์วิส เอเย่นต์ได้ เท่ากับจะมีจุดบริการเพิ่มขึ้นอย่างง่ายดายทันที โดยใช้สถานที่ดีลเลอร์ของเอสซีจีที่มีอยู่แล้ว

น่าคิดว่าในอนาคตอันใกล้ SCG EXPRESS อาจจะเป็นเครื่องมือที่ SCG ต่อลมหายใจให้กับร้านวัสดุก่อสร้าง ที่ตอนนี้เจอคู่แข่งอย่างสโตร์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านรายใหญ่รุกคืบทุกขณะ

แต่อาจจะสั่นสะเทือนไปถึงไปรษณีย์ไทย กับเคอรี่ เอ็กซ์เพรส ที่มักจะมีข่าวในแง่ลบจำพวกพัสดุเสียหาย สูญหาย สับเปลี่ยนระหว่างทาง รวมถึงความล่าช้าเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง.

กิตตินันท์ นาคทอง

 

ที่มา : sakhononline

21 มิถุนายน 2017