บาโอจิแตกไลน์ลุยตลาดอสังหาฯ ทุ่ม 700 ล้าน ผุด‘อีลิทศาลายา’

บาโอจิแตกไลน์ลุยตลาดอสังหาฯ ทุ่ม 700 ล้าน ผุด‘อีลิทศาลายา’

22 มกราคม 2017

ทำเลศาลายาขายดี ล่าสุด เจ้าของแบรนด์รองเท้า”บาโอจิ” แตกไลน์รุกธุรกิจอสังหาฯ ทุ่มงบ 700 ล้านบาท ประเดิมโครงการแรก “อีลิท ศาลายา” เจาะกลุ่มนักศึกษา-นักลงทุนไทย/จีนซื้อปล่อยเช่า ตั้งเป้าปิดการขายไตรมาส 2/60 แย้มเล็งดึงกลุ่มทุนจีนร่วมพัฒนาโครงการ

นายชาลี ลิม รองประธานกรรมการ บริษัท อีลิท พลัส ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า หลังประสบความสำเร็จจากการดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายรองเท้าแบรนด์ บาโอจิ และธุรกิจโลจิสติกส์ภายใต้ บริษัท ซีทีที ทรานสปอต จำกัด ซึ่งนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศไทยและจีนมากว่า 11 ปี มองว่าการที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือAEC และด้วยศักยภาพของประเทศในการเป็นศูนย์กลาง AEC ด้วย จะส่งผลให้มีนักลงทุนและนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น

โดยเฉพาะชาวจีนที่เข้ามาท่องเที่ยว , ลงทุนธุรกิจ , ศึกษาและรักษาในโรงพยาบาลต่างๆ ในประเทศไทยเฉลี่ยถึงปีละประมาณ 10 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปีปีละประมาณ 20-30% ส่งผลให้เกิดความต้องการด้านที่พักอาศัยที่จะต้องมีตามมา ซึ่งพฤติกรรมของชาวจีนนิยมซื้อที่พักอาศัยมากกว่าการเช่า เนื่องจากมองว่าในอนาคตหากไม่อยู่อาศัยก็สามารถปล่อยเช่าหรือขายต่อได้ ซึ่งอสังหาฯเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้จึงได้ร่วมกับ นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ อดีตอธิบดีกรมที่ดิน ก่อตั้งบริษัท อีลิท พลัส ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท เมื่อเดือนมกราคม 2558 ที่ผ่านมา โดยตนถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 55% นายอนุวัฒน์ สัดส่วน 10% และที่เหลืออีก 35% เป็นการถือหุ้นโดยพันธมิตรคนไทยและคนจีน ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้

สำหรับโครงการแรกที่พัฒนาคือ โครงการคอนโดมิเนียม “อีลิท ศาลายา” ตั้งอยู่ที่ ต.ศาลายา ต.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ใกล้มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา) บนพื้นที่ 3 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียม สูง 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร ขนาด 25-50 ตารางเมตร ราคาเฉลี่ยประมาณ 6 หมื่นบาทต่อตารางเมตร หรือราคา 1.37-3 ล้านบาทต่อหน่วย จำนวน 375 หน่วย รวมมูลค่าโครงการประมาณ 700 ล้านบาท เน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ปกครองนักศึกษา คนไทย และคนจีน ที่ซื้อเพื่อการลงทุนและอยู่อาศัย โดยจะเปิดขายในวันที่ 4-5 มิถุนายน 2559 นี้ ตั้งเป้ายอดขายในช่วงเปิดตัวประมาณ 30% และจนถึงสิ้นปี 2559 จะมียอดขายรวมประมาณ 80% ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าว่าจะสามารถปิดการขายได้ภายในไตรมาส 2/2560

“แม้จะเป็นน้องใหม่ในวงการ แต่โครงการของเราก็นำเทคโนโลยีจากประเทศจีนมาใช้ ส่วนวัสดุก่อสร้างล้วนเป็นเกรดเอที่ได้รับความนิยม และที่สำคัญโครงการผ่านการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี และการที่เราเลือกทำเลใกล้มหาวิทยาลัยมหิดล เพราะมองว่าทำเลดังกล่าวการแข่งขันยังไม่สูงมาก แต่ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี พื้นที่นี้จะมีความเจริญเติบโตไม่แพ้ย่านสุขุมวิท เพราะนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล จะมีค่าครองชีพที่สูงกว่าและมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างจากนักศึกษาสถาบันอื่น ดังนั้นผู้ปกครองและนักศึกษาในสถาบันดังกล่าวจะมีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยสูง”นายชาลี กล่าว

นายชาลี กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจจะยังซบเซา แต่รัฐบาลก็ยังมีการลงทุนโครงข่ายระบบการคมนาคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าหลายสาย ทำให้การคมนาคมสะดวกสบายยิ่งขึ้น และในทำเลที่ตั้งโครงการหลังจากที่มีการปรับผังสีใหม่จากสีเหลืองเป็นสีเขียว จะส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาก่อสร้างที่พักอาศัยได้ไม่เกิน 5 ชั้น ซึ่งบริษัทโชคดีที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างก่อนที่จะมีการปรับผังสี จึงสามารถก่อสร้างได้ 8 ชั้น
สำหรับทิศทางการดำเนินงานของบริษัทนับจากนี้จะรุกพัฒนาโครงการอสังหาฯอย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 2-3 โครงการ ทั้งในรูปแบบแนวสูงและแนวราบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของที่ดินที่ได้มา ซึ่งขณะนี้มีผู้นำที่ดินมาเสนอหลายราย ทั้งในเขตซีบีดีและย่านชานเมือง แต่ในระยะแรกบริษัทคงเน้นการพัฒนาโครงการในรูปแบบของคอนโดฯระดับกลาง ใกล้สถาบันการศึกษาหรือใกล้แนวรถไฟฟ้าก่อน โดยจะพัฒนาภายใต้แบรนด์อีลิท เพื่อสร้างความจดจำให้กับผู้บริโภค

นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนที่จะดึงผู้ประกอบการอสังหาฯรายใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 จากประเทศจีนเข้ามาร่วมทุนพัฒนาโครงการด้วย ส่วนจะเป็นโครงการในทำเลไหนนั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ สำหรับสัดส่วนรายได้ของบริษัทในปัจจุบัน บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโลจิสติกส์ 60% และรายได้จากธุรกิจรองเท้าบาโอจิในสัดส่วน 40% แต่ในอนาคตหลังจากนี้ 2 ปี ทางกลุ่มจะมีรายได้จากธุรกิจอสังหาฯและโลจิสติกส์ในสัดส่วนที่เท่ากันคือ 30:30 และที่เหลืออีกประมาณ 40% จะมาจากธุรกิจรองเท้าบาโอจิ

อนึ่ง เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF ได้เปิดตัวโครงการ “ไอคอนโด ศาลายา 2 เดอะ แคมปัส” เป็นคอนโดมิเนียมแบบโลว์ไรส์ สร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมเข้าอยู่ อาคารสูง 8 ชั้น จำนวน 4 อาคาร มูลค่าโครงการ 1.4 พันล้านบาท ขนาดพื้นที่โครงการ 9-3-38.5 ไร่ ใกล้มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เพียง 1 กม. ประกอบด้วย ห้องพัก จำนวน 880 ยูนิต ขนาดตั้งแต่ 30-36 ตร.ม. ในระดับราคา 1.65-1.80 ล้านบาท ปัจจุบันได้เปิดขายอาคารแรกแล้ว 220 ยูนิต ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายแล้ว 70% และคาดว่าจะปิดการขายได้ภายไน 1-2 เดือนข้างหน้า และอาคาร 2 คาดว่าจะเปิดขายในเร็วนี้ โดยบริษัทตั้งเป้าปิดการขายทั้ง 4 อาคารได้ในช่วงกลางปี 2560

ไอคอนโด ศาลายา 2 เดอะ แคมปัส”ว่า เป็นคอนโดฯ โครงการใหม่ล่าสุดใกล้มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ด้วยแนวคิดเพื่อการพักอาศัย และการใช้ชีวิตในแบบ Campus Living สำหรับนักศึกษา และคนทำงานบนทำเลศาลายา ที่สำคัญยังได้รับความร่วมมือจาก 2 พันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ “Too Fast To Sleep” ในการเปิดคาเฟ่สุดชิกแห่งใหม่ล่า สุดด้านหน้าโครงการ บริการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมความร่วมมือจากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ด้วยเครือข่าย และบริการดิจิตอล AIS Fibre และ AIS Super Wifi เพื่อประสบการณ์การเชื่อมต่อโลกอินเตอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์แบบ

 

ที่มา : thansettakij

06 กุมภาพันธ์ 2017