วิกฤติใหม่ของเมือง (The New Urban Crisis)

วิกฤติใหม่ของเมือง (The New Urban Crisis)

17 กันยายน 2019

กระแสการพัฒนาเมืองได้เปลี่ยนแปลงได้ตามวิถึชีวิตของพลเมืองในแต่ละยุคแต่ละสมัย​ ด้วยเหตุทางเศรษฐกิจ​และสังคมที่มีวิวัฒนาการไปเรื่อย​ๆ​ จากชุมชนเมืองสมัยโบราณที่เป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นปกครอง​และข้าราชบริพารเพียงอย่างเดียว​ ส่วนประชาชนส่วนอื่น​ ๆ​ ยังทำไร่ทำนานอยูในพื้นที่ชนบท​ จะเข้าเมืองเป็นครั้งคราวในยามที่มาขายผลิตผลทางเกษตรหรือถูกเกณฑ์มารับใช้ชนชั้นปกครองตามกฎหมาย​ ปัญหาเมืองในยุคนั้นก็จะเป็นเรื่องความมั่นคงปลอดภัยจากข้าศึกศัตรู​ เมื่อเมืองพัฒนามาสู่การเป็นเมืองของพลเมืองจริง​ ๆ​ เป็นที่อยู่อาศัยและประกอบธุรกิจของคนทุกชนชั้น​ จึงมีพลเมืองเพิ่มมากขึ้น​ ซึ่งเป็นแนวทางของวิถีชีวิตเมืองในยุคปัจจุบัน​ เมืองของพลเมืองในยุคแรก​เกิดจากประชากรชนบทอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาเป็นประชากรเมืองเพิ่มขึ้นมาก​ ปัญหาที่มาตามมาก็คือ​ เรื่องสุขอนามัย​โดยเฉพาะอย่างยิ่ง​ ความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติต่าง​ๆ​ อันเกิดจากการมีผู้คนมากระจุกตัวกันอย่างหนาแน่น​ เช่น​ การจัดการของเสียที่ไม่มีประสิทธิภาพ​ ทำให้เกิดโรคระบาด​ ความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ใหญ่เนื่องจากอาคารไม่ได้มีมาตรฐานการป้องกันไฟที่ได้มาตรฐาน​ ส่วนเมืองในปัจจุบันก็มีปัญหาเรื่อง​การจราจรติดขัด​และมลภาวะทางอากาศ​ เป็นต้น

มืองจะกลายเป็นที่อยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ของโลก​
จากการศึกษาวิวัฒนาการของเมือง​ จะเห็นว่า​ชุมชนเมืองในแต่ละยุคสมัย​ มีปัญหาแตกต่างกันไป​ ซึ่งผู้มีหน้าที่ในการบริหารจัดการเมืองก็ได้พยายามแก้ปัญหามาโดยตลอด​ เช่น​ มีระบบการระบายน้ำเสียและจัดการของเสียที่ได้มาตรฐาน​ มีกฎหมายควบคุมอาคารที่มีเป้าหมายเพื่อป้องกันสาธารณภัย​และมีหน่วยงานดับเพลิงเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น​ มีการบริหารจัดการจราจร​เพื่อลดปัญหาการติดขัด​ แต่เมืองในอนาคต​ที่ประชากรเมืองจะกลายเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของโลก​ มีคนอยู่ในเมืองมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด​ เนื่องจากเมืองมีแรงดึงดูดด้านฐานเศรษฐกิจด้านการค้าและบริการ​ การบริหารการปกครอง​และสาธารณูปการทั้งหลายตั้งอยู่ในเขตเมือง​ 

ปัญหาเมืองในอนาคต
เมื่อวิถีชีวิตในเมืองเปลี่ยนไป​ ปัญหาของเมืองก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน​ RICHARD FLORIDA ได้คาดการณ์ปัญหาเมืองในอนาคตในบทความเรื่อง​ RANKING CITIES BY THE NEW URBAN CRISIS เผยแพร่ทางเว็บไซด์ WWW.CITYLAB.COM เมื่อวันที่​ 29​ สิงหาคม​ 2562​ โดยระบุว่า​ ปัญหาหลักหรือวิกฤติการณ์ของเมืองในอนาคตมี​ 3 ประการ​ ได้แก่​
1.ความเหลื่อมล้ำทางสังคม​
2.การแบ่งแยกทางเศรษฐกิจ​ 
3.ความสามารถในการเข้าถึงบริการต่าง​ ๆ​ อย่างเหมาะสม​ 

ถ้าสังเกตให้ดีทั้ง​ 3 ล้วนเป็นประเด็นด้านเศรษฐกิจ และมีผลต่อเนื่องไปยังสังคมและกายภาพเมือง​ อีกทั้งบทความดังกล่าวได้ระบุว่า​ วิกฤติการณทั้ง 3 ข้อนี้​ มีแนวโน้มจะมีความรุนแรงในเมืองขนาดใหญ่มากกว่าในเมืองขนาดกลางและขนาดเล็

ปัญหาของกรุงเทพฯ และปริมณฑล
หันมามองกรุงเทพมหานครและปริมณฑลของบ้านเรา​ซึ่งก็เป็นเมืองระดับมหานคร​ แน่นอนว่าจะต้องเจอปัญหาแบบเดียวกันนี้ ไม่หนีจากสามข้อนี้แน่นอน​ ในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการบริหารการปกครองของประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้​ ซึ่งมีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นในมหานครแห่งนี้​ มีฐานเศรษฐกิจเป็นการค้าการบริการและการผลิตมูลค่า​สูง​ เราอาจจะมองว่าฐานเศรษฐกิจ​ ในมหานครก่อให้เกิดรายได้ต่อหัวของประชากรสูงมาก​ แต่ในความเป็นจริง​ก็นำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ​ เนื่องจากมหานครต้องการแรงงานที่มีทักษะสูงมาทำงานที่มีผลตอบแทนสูงตามมา​ การแข่งขันทางการประกอบอาชีพและดำรงชีวิตก็มีมากขึ้นตามไปด้วย​ และมีคนบางกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการแข่งขันอย่างเท่าเทียม​ ทั้งด้านโอกาสทางการศึกษาและเศรษฐกิจ​ กลุ่มคนเหล่านี้จะได้รับแรงกดดันเป็นอย่างมากกับการดำรงชีวิตในมหานคร​ 

ในระยะยาวคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มเป็นชนกลุ่มน้อยและด้อยโอกาสในมหานครได้​ ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ตามมาในอนาคต​ รวมทั้งยังต่อเนื่องไปยังปัญหาเรื่องการแบ่งแยกทางเศรษฐกิจ​ที่มีแนวโน้มว่า​ กลุ่มทุนใหญ่จะมีอิทธิพลและรวบหน่วยธุรกิจหลักไว้กับตัวเอง​ อีกทั้งยังมีแนวโน้มไปสู่การผูกขาดมากยิ่งขึ้น​ พลเมืองจะเหลือทางเลือกอยู่สองทาง​ระหว่างเข้าเป็นพรรคพวกกับหน่วยธุรกิจใหญ่ที่ได้ส่วนแบ่งของความมั่งคั่ง​ หรืออยู่เป็นเอกเทศโดยไม่เข้าร่วมกับหน่วยธุรกิจใหญ่​แล้วต่อสู้อยู่อย่างยากลำบากด้วยตนเอง​ 

กลุ่มผู้มีรายได้น้อย​ต้องอาศัยในมหานครที่ค่าครองชีพสูง
ที่สำคัญไม่ใช่ทุกคนในมหานครจะมีรายได้สูง​ แต่จะต้องมีประชากรส่วนหนึ่งของเมืองที่ทำอาชีพบริการพื้นฐานด้วยค่าจ้างขั้นต่ำด้วย​ เช่น​ พนักงานทำความสะอาด​ คนขับรถประจำทาง​ พนักงานขายสินค้าต่าง​ ๆ​ กลุ่มผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้​ต้องอยู่อาศัยในมหานครที่มีค่าครองชีพสูง​ ทำให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถจ่ายค่าเช่าหรือซื้อที่พักอาศัยที่เหมาะสม​ และไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีราคาสูงได้ตามมาตรฐานการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน

เป็นเหตุให้คนกลุ่มนี้จำเป็นต้องเลือกที่อยู่อาศัยราคาถูกที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งงาน​ เสียเวลาเดินทางไกล​ มีต้นทุนการเดินทางและใช้สอยในชีวิตประจำวันที่สูงจนไม่สามารถมีเงินเก็บออมสำหรับการลงทุนและใช้สอยในเวลาที่เกษียณอายุแล้วหรือในยามฉุกเฉิน​ 

สาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤติการณ์ในฮ่องกงตอนนี้
วิกฤติการณ์ทั้ง​ 3 ประการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น​กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง​ ปัญหาการจลาจลในฮ่องกงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน​ก็มีต้นทางของปัญหามาจาก​วิกฤติการณ์​ 3 ประการนี้​ ทำให้กลุ่มนักศึกษาและผู้มีรายได้น้อย​ลุกขึ้นมาประท้วงรัฐบาลให้มาช่วยเหลือพวกเขาให้อยู่ในมหานครได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม

แก้ไขด้วยที่อยู่อาศัยจากสวัสดิการรัฐ
แล้วมหานครอื่น​ๆ​ ในโลกมีวิธีแก้วิกฤตการณ์เมืองทั้ง​ 3 ประการนี้อย่างไรบ้าง​ เครื่องมือหลักที่ถูกนำมาใช้คือ​ การใช้กลไกของรัฐมาช่วยเหลือให้ประชากรเมืองที่มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยจากสวัสดิการของรัฐ​ ที่มุ่งประเด็นเรื่องที่อยู่อาศัยก็เพราะเป็นปัจจัยสี่ที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิตของประชาชน​ และเป็นปัจจัยสี่ที่มีราคาแพงที่สุด​ ทำให้ผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถมีที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐานและมีความมั่นคงในการอยู่อาศัยได้อย่างเหมาะสม​ ที่อยู่อาศัยจากสวัสดิการของรัฐจะมีราคาถูกกว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชน​ อีกทั้งยังต้องขยายกลุ่มเป้าหมายไปถึงผู้มีรายได้ปานกลางด้วย​ เนื่องจากราคาที่ดินและที่อยู่อาศัยในมหานครมีราคาแพงมาก​ แม้แต่ผู้มีรายได้ปานกลางก็ยังไม่สามารถมีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคงเป็นของตนเองได้

แก้ได้ด้วยที่อยู่อาศัยแบบผสมผสาน
นอกจากนี้ยังมีแนวทางสร้างโครงการพัฒนาเมืองแบบผสมผสาน​ ให้กิจกรรมต่าง​ ๆ​ รวมตัวอยู่ด้วยกันเพื่อความสะดวกในการเชื่อมโยงระหว่างกัน​ และที่สำคัญคือ​การมีที่อยู่อาศัยแบบผสมผสาน​ เพื่อให้ประชาชนทุกระดับรายได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันตามปกติด้วยความเข้าอกเข้าใจกัน​ ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างชนชั้น​ได้อีกด้วย​ แต่ก็ไม่จำเป็นว่าที่อยู่อาศัยจากสวัสดิการของรัฐ​ จะต้องดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐเท่านั้น​ รัฐบาลหลายประเทศได้เปิดโอกาสให้เอกชนด้านอสังหาริมทรัพย์เข้ามาร่วมเป็นผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในราคาที่ผู้มีรายได้น้อยและปานกลางสามารถจ่ายค่าเช่าหรือซื้อเป็นของตัวเองได้​ โดยเอกชนผู้เข้าร่วมพัฒนาโครงการ​ จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม​ ดังนั้น​ การแก้ปัญหาวิกฤติการณ์เมืองจึงต้องการความร่วมมือกันทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน​ เพื่อให้เมืองเป็นบ้านสำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียม

หากใครต้องการตามหาที่อยู่อาศัยในเมืองที่สอดคล้องกับรายได้สามารถค้นหาได้ที่ Baania.com

เขียนโดย : รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา 
หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อีเมล : [email protected]

17 กันยายน 2019