เจ.เอส.พี.ฯปี60ปรับแผนรุกแนวราบเปิดใหม่3โครงการ

เจ.เอส.พี.ฯปี60ปรับแผนรุกแนวราบเปิดใหม่3โครงการ

20 มกราคม 2017

เจ.เอส.พี.ปรับโมเดลปี60 รุกแนวราบราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท หวังรับรู้รายได้เร็ว หลังพลาดรายได้ 9 เดือนแรกปี59 ต่ำกว่าเป้า 38% คาดทั้งปีแตะ 3,200 ล้านบาท ประกาศปรับลดคอนโดฯเหลือ 15% แย้ม 3 โครงการแรกปีหน้า รวมมูลค่า 4,600 ล้านบาท มั่นใจยอดขายเป็นไปตามคาด 4,000 ล้านบาท
 
นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.เอส.พี.แอสพลัส จำกัด และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน)หรือ JSP  เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯปี2560 ว่ายังคงจะทรงตัวแต่ก็มีแนวโน้มที่จะเติบโต ทั้งนี้ต้องรอดูว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหรือไม่ รวมไปถึงต้องรอดูนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ ว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยหรือไม่ เพราะที่ผ่านมานายโดนัลด์ ทรัมป์ มีนโยบายชัดเจนที่จะถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP ที่รัฐบาลโอบามาได้เป็นผู้นำการเจรจาจนบรรลุข้อตกลงไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น เพราะไม่ต้องการให้การสนับสนุนเวียดนาม มาเลเซียและจีน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงไทยจะได้รับผลประโยชน์ ลดความเสียเปรียบการแข่งขันส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯอย่างแน่นอน
 
สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทฯในปี2560 จะปรับเปลี่ยนโมเดลใหม่ ด้วยการรุกตลาดแนวราบมิกซ์ยูสที่มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมายเซกเมนต์ราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ภายใต้มาตรฐาน Jid ในราคาที่เข้าถึงได้ และรับรู้รายได้เร็ว เนื่องจากที่ผ่านมามีการพัฒนาโครงการคอนโดฯด้วย แต่ประสบปัญหาการออกเอกสารสิทธิ์เพื่อโอนกรรมสิทธิ์จากหน่วยงานภาครัฐให้ลูกค้ามีความล่าช้า ทำให้รับรู้รายได้ช้าตามไปด้วย ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯสามารถรับรู้รายได้เพียง 1,700 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2558 ถึง 38%  โดยในปีหน้าจะปรับสัดส่วนการพัฒนาคอนโดฯลงเหลือ15% จากปัจจุบันอยู่ที่ 40% 
 
ดังนั้นในปีหน้าบริษัทฯจึงมีการเปิดตัวใหม่อย่างน้อย 3 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 4,600 ล้านบาท ได้แก่ 1. โครงการแนวราบมิกซ์ยูส ย่านวงแหวน-บางใหญ่ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 90 ไร่ ซึ่งอาจแบ่งเป็นการพัฒนาบ้านเดี่ยว ระดับราคา 4-5 ล้านบาท ,ทาวน์เฮาส์ ราคา 2.8-2.9 ล้านบาท และบ้านแฝด ราคา 3.9-4 ล้านบาทขึ้นไป รวมมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท  2.โครงการบริเวณด้านหลังโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา มีแผนพัฒนาเป็นทาวน์เฮาส์ ราคา 1.9-2 ล้านบาทขึ้นไป มูลค่าโครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท และ 3.โครงการย่านพัทยา มีแผนพัฒนาเป็นบ้านเดี่ยว ราคา 2.5-3 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 1,600 ล้านบาท
 
“ทั้งนี้บริษัทฯได้ตั้งเป้าหลังจากเปิดตัวโครงการ 2 สัปดาห์จะต้องมียอดขายไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ส่วนบ้านราคาแพงในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีอัตราการเติบโตเท่าที่ควร เพราะธุรกิจภาคส่งออกและเอสเอ็มอี ต่างประสบปัญหาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่เชื่อว่าที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ยังเติบโตได้ และมียอดReject Rate ประมาณ 10-20%”นายไพโรจน์ กล่าว
 
นายไพโรจน์ กล่าวว่า ในปีหน้าเป็นปีที่บริษัทฯรุกตลาดจ.ชลบุรี มากขึ้นเพราะมองว่าเป็นจังหวัดที่มีอัตราการเติบโตสูง มีจีดีพีสูงเป็นอันดับ2 ของประเทศ และในอนาคตเมื่อโครงการระบบสาธารณูปโภคของภาครัฐแล้วเสร็จทั้งหมด ก็จะยิ่งทำให้จ.ชลบุรี มีอัตราการเติบโตมากขึ้นไปอีก  โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการแนวราบราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ย่านชลบุรี ยังสามารถทำตลาดได้  ขณะที่คอนโดฯเริ่มเกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลายในโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ขณะนี้มีจำนวนยูนิตเหลือขายรวมทั้งจังหวัดประมาณกว่า 30,000 ยูนิต โดยเป็นโครงการในพัทยาสัดส่วน 70-80%
 
สำหรับในไตรมาส 4/2559  นี้บริษัทฯได้ทำการเปิดขายเพิ่มอีก 4 โครงการใหม่ และ บ้านรุ่นใหม่ในอีก 3 โครงการเดิมกลุ่ม เจ.เอส.พี. ซิตี้  รวมมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการ เจ คอนโด พระราม 2  ติดเซ็นทรัลพระราม2 เป็นคอนโดโลว์ไรส์(Low rise) 8 ชั้น  ตั้งอยู่บนพื้นที่เกือบ 1 ไร่ ขนาด 29-65 ตารางเมตร  จำนวน 158 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 1.29 ล้านบาท มูลค่าโครงการประมาณ 265 ล้านบาท
 
2.โครงการ เจ แกรนด์ สาทร – กัลปพฤกษ์ ทาวน์โฮม 3 ชั้น บนพื้นที่ 12 ไร่เศษ ขนาด 18.5 ตารางวาขึ้นไป จำนวน 133 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 3.89 ล้านบาท  มูลค่าโครงการ 610 ล้านบาท
 
3.โครงการเจ ซิตี้ รัตนาธิเบศร์–บางบัวทอง ตั้งอยู่บนพื้นที่ 86 ไร่เศษ  ประกอบด้วย อาคารพาณิชย์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม มูลค่าโครงการ 687  ล้านบาท และ 4.โครงการ เจ ซิตี้ ติวานนท์-บางกะดี  ตั้งอยู่บนพื้นที่ 31 ไร่เศษ  โดยเฟสแรกพัฒนาเป็นทาวน์โฮมและบ้านแฝด River View มูลค่าโครงการ 458 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 4 โครงการนี้จะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงไตรมาส 3/2560 เป็นต้นไป
 
ปี2559 บริษัทฯคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้เพียง 3,200 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ 4,000 ล้านบาท และในปี 2560 ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้นเป็น 5,000 ล้านบาท ส่วนยอดขายนั้นทั้งปีตั้งเป้าไว้ที่ 4,000 ล้านบาท โดยในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาสามารถทำได้แล้ว 2,800 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าจนถึงปลายปีจะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าที่วางไว้ ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) อยู่อีกประมาณ 5,600 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงปลายปีนี้ 2,000 ล้านบาท และส่วนที่เหลืออีก 3,600 ล้านบาท จะทยอยรับรู้ถึงในปี 2561
 
อย่างไรก็ตามปัจจุบันบริษัทฯมีรายได้จากธุรกิจให้เช่าสัดส่วน 5% ที่เหลือเป็นรายได้จากการขาย 95% และในปี 2560 ตั้งเป้ายอดขายและรายได้ไว้ที่ 5,000 ล้านบาท 
 

ที่มา : prop2morrow

07 กุมภาพันธ์ 2017