เมืองในอนาคตจะเปลี่ยนไปในยุคยานยนต์ไร้คนขับ

เมืองในอนาคตจะเปลี่ยนไปในยุคยานยนต์ไร้คนขับ

12 พฤษภาคม 2017

นวัตกรรมการเดินทางด้วยยานยนต์ไร้คนขับอัจฉริยะกำลังเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ และผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า นั่นจะเป็นคลื่นลูกใหม่ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงยุคสมัยได้เลยทีเดียว มีการคาดหมายกันว่า ภายในอนาคตอันใกล้อีกไม่กี่ปีนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวจะเปิดสู่สาธารณะอย่างเป็นทางการ เพราะหลายๆ องค์กร เช่น กูเกิ้ล, เทสลา หรือ อูเบอร์ ก็เริ่มทดลองนำยานยนต์รูปแบบนี้มาวิ่งบนถนนจริงๆ แล้ว

แน่นอนว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น แต่คำถามต่อมาคือ เมื่อยานยนต์ไร้คนขับอัจฉริยะเป็นที่นิยมกันในระดับหนึ่งแล้ว จะส่งผลต่อวิถีชีวิตของผู้คนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการเลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรบ้าง

เวนกี้ กาเนสัน กรรมการผู้จัดการของ เมนโล เวนเจอร์ส ยักษ์ใหญ่ของแวดวงบริษัทร่วมลงทุนในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เมื่อใดก็ตามที่รถยนต์ไร้คนขับได้รับการตอบรับที่ดีจากสังคม วงการอสังหาริมทรัพย์ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

(ภาพโดย City-data.com)

ปัจจุบันบ้านของชาวอเมริกันมีขนาดเฉลี่ยราวหลังละ 280 ตร.ม. และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขนาดขึ้นอีก และแต่ละหลังมีโรงรถขนาดประมาณ 46 ตร.ม. หรือคิดเป็นสัดส่วนราว ร้อยละ 15 – 20 ของพื้นที่บ้านทั้งหมด

กาเนสันและเหล่าผู้เชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีและอสังหาริมทรัพย์เชื่อว่า ยานยนต์ไร้คนขับอัจฉริยะจะงานใช้ได้จริงๆ ภายใน 5 ปีข้างหน้า และเมื่อนั้นผู้คนก็จะเริ่มคิดถึงการจัดโซนนิ่งใหม่ ซึ่งกระบวนนี้จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ จนเห็นภาพชัดเจนในอีก 8 ถึง 9 ปีหลังจากนั้น

ความเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเกิดขึ้นอย่างหนึ่งคือ ในแต่ละย่านจะมีพื้นที่ส่วนกลางในทำเลที่ไม่แพงมากนัก แต่อยู่ใกล้กับทางด่วนหรือถนนสายหลัก เพื่อใช้เป็นพื้นที่ขึ้น – ลงรถสำหรับผู้คน

ในขณะเดียวกันพื้นที่จอดรถจะลดลง โดย ซีบีอาร์อี บริษัทผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดเผยว่า ในปี 2016 พื้นที่จอดรถใต้ดินส่งผลให้มูลค่าการก่อสร้างอาคารสำนักงานต่างๆ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพิ่มขึ้นอีกราวร้อยละ 10 – 12 สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไปแล้ว พื้นที่จอดรถก็ฉุดให้ค่าก่อสร้างบ้านเพิ่มขึ้นถึงประมาณประมาณร้อยละ 25 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อหลังเลยทีเดียว

(ภาพโดย Andrew Holbrooke | Corbis | Getty Images)

แต่การมาถึงของรถยนต์ไร้คนขับจะเปลี่ยนเรื่องนี้ไปอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อคนไม่ต้องขับรถด้วยตนเองแล้ว ลานจอดรถก็จะลดความจำเป็นลง ช่วยประหยัดทั้งค่าก่อสร้างและทรัพยากรลงอย่างมาก สิ่งที่น่าสนใจคือ ขณะนี้บริษัทรับเหมาก่อสร้างบางรายเริ่มขยับตัวและเตรียมแผนรองรับสำหรับ “พื้นที่จอดรถที่จะไร้ประโยชน์” กันบ้างแล้ว

แอนดี้ โคเฮน ประธานร่วมบริหารของ เกนสเลอร์ หนึ่งในบริษัทรับเหมาชั้นนำของโลก กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วโครงสร้างของอาคารจอดรถส่วนมากจะเป็นพื้นที่ลาดเอียง แต่ขณะนี้บริษัทของเขากำลังเริ่มคิดใหม่ทำใหม่สำหรับเรื่องนี้แล้ว

ทีมของโคเฮนกำลังออกแบบอาคารจอดรถเพื่อรับกับอนาคต โดยปรับให้พื้นแต่ละชั้นเป็นแนวราบ และมีทางลาดขึ้น – ลงอยู่เป็นสัดส่วนภายนอกอาคาร ซึ่งเมื่อเราไม่ต้องการลานจอดรถอีกต่อไปแล้ว โครงสร้างเหล่านี้สามารถปรับให้เป็นอาคารสำนักงานได้อย่างสบาย

ถึงแม้โครงการที่ว่ายังต้องใช้เวลาอีก 4 - 5 ปีในการออกแบบ รออนุมัติและก่อสร้าง โคเฮนก็เชื่อมั่นว่า สิ่งก่อสร้างตามวิสัยทัศน์ของเขาจะต้องสอดรับกับการใช้ประโยชน์ในอนาคต หาไม่แล้ว มันก็คือพื้นที่ไร้ประโยชน์อีกแห่งเท่านั้นเอง

ขณะเดียวกัน ซีบีอาร์อี ก็คาดการว่า จำนวนสถานีบริการน้ำมันจะลดลง และสถานีที่เกินความจำเป็นก็จะต้องถูกเวนคืนพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรเวทธิ กรีนวู้ด ในฐานะนักวิจัยของ ซีบีอาร์อี อ้างถึงแนวโน้มที่มีต่อยานยนต์ไร้คนขับในรายงานสมุดปกขาวของสหรัฐฯ เมื่อปี 2016 ว่าผู้คนในอนาคตจะเริ่มหันไปซื้อบริการด้านการเดินทางมากกว่าที่จะมีรถของตัวเอง

(ภาพโดย ผู้ใช้ Flickr: Mike Mozart)

แอนดี้ โคเฮน เห็นด้วยอย่างยิ่งในประเด็นนี้ โดยเขาเชื่อว่าสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่กว่า 125,000 แห่งบนทำเลทองทั่วสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันจะหมดความหมายทันทีเมื่อยุคของรถไร้คนขับมาถึง

การเตรียมตัวสำหรับอนาคตนั้นได้เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อนวัตกรรมการคมนาคมจะเป็นสิ่งสำคัญที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนและการใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ แน่นอนว่าไม่ช้าไม่นาน แนวโน้มนี้จะเกิดขึ้นกระจายกันไปทั่วโลก คำถามคือ เราพร้อมที่จะตามทันความเปลี่ยนแปลงนี้หรือเปล่าเท่านั้นเอง     

 

ที่มา CNBC    

 

บทความที่แนะนำ:

 

18 พฤษภาคม 2017