“ที่ดินทำสวน ทำไร่ และการเกษตร” ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

“ที่ดินทำสวน ทำไร่ และการเกษตร” ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

01 กุมภาพันธ์ 2014

บริเวณรอบนอกเชียงใหม่ ถ้าสังเกตดูดีๆ จะเห็นว่ามีที่ดินอยู่เป็นจำนวนมากที่มีสภาพเป็นสวนลิ้นจี่ สวนลำไย หรือเป็นที่ดินทำการเกษตรในลักษณะต่างๆกัน หลายคนอยากลงทุนหรือซื้อที่ดินแบบนี้ แต่ส่วนใหญ่มักลังเล ไม่กล้าตัดสินใจเดินหน้าต่อกัน

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องการทำสวน ทำไร่ หรือทำการเกษตร  ดีพอ ทั้งในเรื่องการดำเนินงาน และผลตอบแทนที่เกิดขึ้น ไม่รู้ว่า เมื่อเข้าถือครองเป็นเจ้าของ ทำสวน ทำไร่ ในที่ดินเหล่านี้แล้ว  จะต้องมีภาษีอะไรที่เข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง

               เพื่อช่วยให้ผู้คิดลงทุนในที่ดิน เกิดความกระจ่าง สบายใจ และปฏิบัติได้ถูกต้องตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด จึงขออนุญาตพาผู้อ่าน มารู้จักกับภาษีที่เกี่ยวข้องกับการทำสวน ทำไร่ หรือกิจการการเกษตรต่างๆ เพื่อดูว่าเวลาถือครองที่ดินประเภทนี้ไว้ จะมีภาษีอะไร ที่ต้องเตรียมตัว รับมือไว้บ้าง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

                ปกติแล้ว ชาวสวนชาวไร่ที่ขายพืชผลทางการเกษตรที่ไม่แปรรูป เช่นลิ้นจี่สด ลำไยสด จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่หากมีการขายผลผลิตทั้งสดและแปรรูป และมีรายได้เกินกว่าปีละ 1.8 ล้านบาทเมื่อไหร่ จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

                ซึ่งทำให้เวลานำผลผลิตออกขาย จะต้องบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งนั่นเท่ากับว่าผู้ซื้อเป็นผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งในการนี้ เรามีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีหรือบิลเงินสดให้ลูกค้าไว้เป็นหลักฐานด้วย

                เช่นเดียวกับเวลาซื้อวัตถุดิบใดๆ ราคาสินค้าที่เราซื้อมา ก็มักจะบวกภาษีมูลค่าเพิ่มมาแล้ว และได้รับใบกำกับภาษีจากผู้ขาย ยกเว้นสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่นซื้อเมล็ดพันธุ์ ผลไม้ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฯลฯ เราก็ไม่ต้องรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เราก็ไม่ได้รับเครดิตภาษีซื้อเช่นกัน

ภาษีเงินได้

                หากผลผลิต ที่ได้ นำมาใช้บริโภคกันเองภายในครอบครัว ญาติพี่น้อง หรือเพียงนำมาแจกจ่ายให้กับมิตรสหาย จะไม่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีเงินได้ เพราะถือว่าไม่มีเงินได้พึงประเมินเกิดขึ้นแต่อย่างใด

                อย่างไรก็ดี หากมีการขายเกิดขึ้นเมื่อไหร่ รายได้จากการขายผลผลิตในสวน ในไร่ กฎหมายบ้านเราถือว่าอยู่ในข่ายต้องยื่นเสียภาษีเงินได้ จะยกเว้นให้ก็เฉพาะเงินได้ของชาวนาที่ได้จากการขายข้าว อันเกิดจากกสิกรรมที่ตนและหรือครอบครัว ได้ทำเอง เท่านั้น

                ซึ่งกรณีเข้าข่ายต้องเสียภาษีเมื่อไหร่ สรรพากรกำหนดให้ผู้มีเงินได้ มีหน้าที่ ต้องยื่นเสียภาษีปีละ 2 ครั้ง คือในตอนกลางปีและในตอนสิ้นปี

                สำหรับเจ้าของที่ดินที่เป็นบุคคลธรรมดา เวลายื่นเสียภาษีเงินได้ครึ่งปี จะใช้แบบ ภ.ง.ด.94 โดยต้องยื่นภายใน 30 กันยายน และการตอนปลายปีจะใช้แบบ ภ.ง.ด. 90 โดยต้องยื่นภายใน 31 มีนาคมปีถัดไป

                ส่วนกรณีเจ้าของที่ดินเป็นนิติบุคคล ภาษีเงินได้กลางปีจะยื่นโดยใช้ ภ.ง.ด. 51 ภายในสองเดือนนับจากวันสุดท้ายของทุก 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี และครั้งที่สองเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี โดยใช้ ภ.ง.ด. 50 โดยต้องยื่นภายใน 150 วันนับตั้งแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี

                เป็นที่น่าสังเกตว่า ครรลองปฏิบัติโดยทั่วไป หากเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดา ที่มีการขายผลผลิตให้กับบุคคลธรรมดาทั่วไป แม้อยู่ในข่ายมีเงินได้ ต้องยื่นเสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนดก็ตาม แต่ปกติจะไม่มีใครยอมเข้าสู่ระบบภาษีกันเลย เพราะถือว่าไม่มีหลักฐานผูกมัดใดๆ สรรพากรยากจะติดตามได้

                 จะยื่นเสียภาษีเงินได้กัน ก็เฉพาะกรณีที่มีการขายให้กับกิจการที่เป็นนิติบุคคล ที่มีการถูกหักภาษีเงินได้ ณ.ที่จ่ายไว้ เนื่องจากรายรับที่ได้จากการขายแบบนี้ ถือว่ามีหลักฐานผูกมัดค้ำคออยู่ สรรพากรสามารถติดตามได้ โดยตรวจเช็ครายได้ได้จากหลักฐานการหักภาษี ณ.ที่จ่าย ที่หักไว้

                ทั้งนี้กฎหมายภาษีในปัจจุบัน กำหนดให้ผู้ปลูกหรือขายสินค้าพืชไร่ 8 ชนิด คือยางแผ่นหรือยางชนิดอื่น มันสำประหลัง ปอ ข้าวโพด อ้อย เมล็ดกาแฟ ผลปาล์มน้ำมัน หรือข้าว ให้แก่บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น จะต้องถูกหักภาษี ณ.ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 0.75 ไว้เสมอ

                สำหรับบุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของที่ดินที่เป็นสวน ไร่ หรือทำการเกษตรต่างๆ ใด หากอยู่ข่ายต้องยื่นเสียภาษีเงินได้เมื่อไหร่ ยังมีหน้าที่ที่จะต้องจัดทำรายงานเงินสดรับ-จ่าย เพื่อใช้ประกอบการยื่นเงินได้พึงประเมินและค่าใช้จ่ายด้วย

                นอกจากนั้นยังมีสิทธิที่จะเลือกหักค่าใช้จ่ายในอัตราเหมาจ่ายได้ด้วย โดยหากเป็นเงินได้ที่เกิดจากการเพาะปลูกไม้ยืนต้นหรือสวนยาง หากเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย จะหักได้ 80 % แต่หากเป็นการทำเกษตรกรรมประเภท ไม้ล้มลุกและธัญชาติ  รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ด้วย เงินได้จะสามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ถึง 85%

                แต่สำหรับกรณีเจ้าของเป็นบริษัทหรือนิติบุคคล จะไม่มีสิทธิเลือกหักเป็นการเหมาได้ จำเป็นต้องหักค่าใช้จ่ายตามจริง โดยต้องมีการจัดทำบัญชีธุรกิจขึ้นประกอบตามที่กฎหมายกำหนดเสมอ

ภาษีหัก ณ.ที่จ่าย

                กรณีที่มีลูกจ้างและคนงานในไร่และในสวนจำนวนมาก ตัวเราในฐานะเจ้าของ เมื่อมีการจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการให้กับพนักงาน ลูกจ้างและคนงาน มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ.ที่จ่ายไว้ทุกครั้งเมื่อจ่ายเงิน และนำส่งสรรพากรทุกครั้ง

                ปกติภาษีหัก ณ.ที่จ่ายตัวนี้ จะนิยมทำกันเฉพาะกรณีเจ้าของเป็นนิติบุคคลเท่านั้น แต่สำหรับกรณีเจ้าของบุคคลธรรมดา ที่มีลูกจ้างไม่มาก และอยู่นอกระบบภาษีจะไม่นิยมหักภาษี ณ.ที่จ่ายกันแต่อย่างใด

                สำหรับการยื่นเสียภาษีนั้น สำหรับเจ้าของที่ดินที่เป็นบุคคลธรรมดา สามารถใช้เลขประจำตัวบัตรประชาชนได้เลย แต่ถ้าเป็นนิติบุคคลจะต้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ซึ่งปัจจุบันกำหนดให้ใช้เลขเดียวกับเลขทะเบียนนิติบุคคลของกระทรวงพาณิชย์เมื่อมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรแล้ว

ข้อมูลจาก:
นิตยสารโฮมบายเออร์ไกด์ เชียงใหม่ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2557
08 เมษายน 2016