แต่งตัวไปกู้ : ใบคำขอสินเชื่อ (ตอนที่ 1)

แต่งตัวไปกู้ : ใบคำขอสินเชื่อ (ตอนที่ 1)

01 สิงหาคม 2012

ทำไมต้องมีใบคำขอสินเชื่อ? เมื่อได้ตกลงใจซื้อบ้านและพิจารณาเลือกสถาบันการเงินเพื่อขอกู้เงินเพื่อที่อยู่อาศัยแล้ว สิ่งแรกที่จะต้องดำเนินการก็คือติดต่อกับสถาบันการเงิน ซึ่งสิ่งที่จะได้รับก็คือ “ใบคำขอสินเชื่อ” โดยผู้ขอกู้ต้องนำไปกรอกรายละเอียด ซึ่งใบคำขอสินเชื่อจะมีความสำคัญสำหรับสถาบันการเงินผู้ให้เงินกู้ ประการแรกก็คือเป็นแหล่งข้อมูลของผู้กู้สำหรับการพิจารณาสินเชื่อ ซึ่งจะได้กล่าวถึงในลำดับต่อไป ประการที่สองคือการให้ข้อมูลที่รับรองว่าเป็นความจริงของผู้กู้ และประการสุดท้ายจะรวมถึงหนังสือให้ความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูล Letter of Consent ในการอนุญาตให้สถาบันการเงินรับรู้ข้อมูลจากเครดิตบูโร

สำหรับบางสถาบันอาจรวมถึงการนำเสนอบริการด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน เช่น บัตรเครดิต ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันภัยพิบัติต่างๆ ใบคำขอสินเชื่ออาจรวมอยู่ในแผ่นพับซึ่งเป็นหนังสือเชิญชวนให้ใช้บริการ ซึ่งก็จะมีความหนาเป็นพิเศษ หรือบางแห่งก็จัดแยกแผ่นกัน แต่ส่วนใหญ่จะถูกเก็บไว้อย่างดีในสาขาต่างๆ ไม่วางไว้ในกล่องแผ่นพับเหมือนบริการอื่นเป็นส่วนใหญ่

การกรอกข้อมูลการขอสินเชื่อ ข้อมูลในใบคำขอสินเชื่อในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาสินเชื่อจะมีส่วน 3 ส่วนใหญ่ๆ ก็คือ

ข้อมูลส่วนบุคคล-ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ การระบุชื่อ เลขประจำตัวประชาชน นอกเหนือจากทราบว่าใครเป็นผู้กู้แล้วยังสามารถใช้ตรวจสอบระบบบุคคลที่ควรเอาใจใส่ หรือระบบ Black List ตลอดจนตรวจสอบประวัติการชำระหนี้จากการตรวจสอบเครดิตบูโรได้

วันเดือนปีเกิด การกรอกวันเดือนปีเกิด ระบบจะคำนวณอายุ ซึ่งจะตรวจสอบได้ว่าเป็นไปตามข้อกำหนด เช่น อายุต้องไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ (บรรลุนิติภาวะแล้ว) และไม่ควรเกิน 60 ปีในวันขอกู้

เชื้อชาติ/สัญชาติ เพื่อให้ทราบถึงข้อกำหนดของการมีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย หากไม่มีสัญชาติไทยสำหรับการเป็นเจ้าของที่ดิน หรืออนุญาตถือกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด  

การศึกษา ระบุขั้นการศึกษาสูงสุดเพื่อให้ทราบความตั้งใจในการชำระหนี้ เพราะอย่างน้อยผู้มีการศึกษาสูงย่อมมีโอกาสและความรับผิดชอบสูงขึ้นด้วย

ที่อยู่ที่ติดต่อได้ เพื่อสำหรับการติดต่อกับผู้กู้ในทุกกรณี

ข้อมูลอื่นของผู้กู้ เช่น  การอยู่อาศัย ได้แก่ สถานการณ์อยู่อาศัย อาศัยกับบิดามารดา เช่าบ้าน หรือเป็นของตนเอง เพื่อดูความตั้งใจที่จะชำระหนี้ว่ามีหลักแหล่งแน่นอนหรือยังไม่แน่นอน 

สถานภาพสมรส เพื่อดูความตั้งใจในการชำระหนี้ เพราะคนโสดย่อมมีความอิสระและไม่ผูกมัดมากกว่าผู้ที่สมรสแล้วซึ่งยั้งคิดและมั่นคงกว่า และการหย่าย่อมแสดงถึงความไม่ประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตคู่ อาจทำให้ประสบการณ์อย่างอื่นด้อยไปด้วย

อาชีพ/การงาน/รายได้/ภาระการใช้จ่าย ย่อมแสดงถึงความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งพิจารณาจากความมั่นคงของประเภทอาชีพ, ประสบการณ์ทำงาน ซึ่งหากมีอายุการทำงานมากย่อมมีโอกาสในการหารายได้มาก และเงินได้จากการประกอบอาชีพย่อมแสดงถึงความสามารถในการกู้ยืมเงินที่มีภาระการผ่อนชำระที่มากขึ้นด้วย ซึ่งควรจะมีรายได้มากกว่าภาระการผ่อนชำระประมาณ 3 เท่า 

การติดต่อกับสถาบันการเงิน เพื่อให้ทราบภาระหนี้ ตลอดจนการนำเสนอบริการอื่นๆ เพื่อเป็นการเพิ่มการให้บริการมากขึ้นในอนาคต...

ข้อมูลจาก:
นิตยสารโฮมบายเออร์ไกด์ เชียงใหม่ ฉบับเดือนสิงหาคม 2555
07 เมษายน 2016