ฤดูหนาวกำลังจะมา ส่องอสังหาฯ ในตำนานจาก Game of Thrones

ฤดูหนาวกำลังจะมา ส่องอสังหาฯ ในตำนานจาก Game of Thrones

01 พฤศจิกายน 2017

 

[Spoil Warning! บทความนี้มีเนื้อหาเปิดเผยเรื่องราวบางส่วนของซีรี่ย์ Game of Thrones อาจทำให้คุณเสียอรรถรสในกรณีนี้ยังไม่ได้รับชมจนจบ Season ที่ 7]

 

ในศักราชนี้ แน่นอนว่าซีรี่ย์ยอดฮิตของคนทั้งโลกคงจะเป็นเรื่องอื่นไปไม่ได้นอกจาก มหาศึกชิงบัลลังก์ Game of Thrones ซึ่งเพิ่งออกอากาศจบ Season ที่ 7 ไปไม่นานทางช่อง HBO นอกจากความเข้มข้นของเนื้อหาและฝีไม้ลายมือของนักแสดงนำทั้งหลายแล้ว สิ่งหนึ่งที่หลายคนพูดถึงเกี่ยวกับภาพยนตร์ชุดสุดอลังการเรื่องนี้คือ สถานที่ต่างๆ อันประกอบด้วย ปราสาท ราชวังและป้อมปราการที่เป็นฉากหลังของความดราม่ามากมายในเรื่อง

เพื่อเป็นการแก้คิดถึงก่อนที่ Season 8 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของซีรี่ย์นี้จะมา เราขอพาคุณไปเยี่ยมชมอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นตำนานทั่วทั้งดินแดน Westeros ว่ามีความน่าสนใจเพียงใด และหากคุณอยากจับจองเป็นเจ้าของ สถานที่เหล่านั้นมีมูลค่าในชีวิตจริงเท่าไรบ้าง

 

The Red Keep, King’s Landing

เริ่มกับป้อมแดงแห่ง King’s Landing ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ 7 อาณาจักร ว่ากันว่า ลุง จอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ติน ผู้ประพันธ์เรื่องนี้สร้างดินแดน Westeros ขึ้นมาโดยใช้เกาะอังกฤษเป็นต้นแบบ ฉะนั้นบริเวณมหานคร King’s Landing เองก็คงเทียบได้กับกรุงลอนดอน และป้อมแดงแห่งนี้ก็อาจจะเป็น พระราชวัง Buckingham Palace นั่นเองครับ

ป้อม Red Keep นั้นเป็นที่อยู่กษัตริย์แห่ง 7 อาณาจักร มีท้องพระโรงที่โอ่อ่า มีหอคอย 4 แห่งติดกับตัวป้อมซึ่งตั้งตะหง่านเป็นสง่าอยู่ริมฝั่งน้ำของอ่าว Blackwater มีห้องใต้ดินขนาดใหญ่ถึง 4 ชั้นสามารถใช้เป็นคุกหรือทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อย่างสบาย พร้อมกับเส้นทางลับอีกมากจนคุณคิดไม่ถึง แม้ว่าตั้งแต่เปิดเรื่องมาเจ้าของที่นี่จะมีชะตากรรมไม่โสภาสักเท่าไหร่ แต่ป้อมแดงแห่งนี้ก็ยังเป็นที่หมายปองอยู่ดี

สนนราคาเริ่มต้นที่ราว 44,000 ล้านบาท กับพื้นที่ใช้สอยประมาณ 60,000 ตารางเมตร แถมบัลลังก์เหล็กให้ด้วย ... แต่คงต้องเจรจากับราชินีคนปัจจุบันนานสักหน่อย

 

Winterfell, The North

ปราสาทแห่งแดนเหนือ บ้านของตระกูล Stark ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในเรื่อง ที่ตั้งของ Winterfell อาจจะเทียบได้กับตำแหน่งของเมือง Leeds ของอังกฤษ ความสำคัญของที่นี่คือ นครหลวงแห่งแดนเหนือซึ่งปกครองตระกูลย่อยต่างๆ ในพื้นที่แถมยังเป็นด่านแรกที่จะคอยรับมือกับฤดูหนาว (และสิ่งที่จะมาพร้อมกับมัน)

จากข้อมูลเราประเมินได้ว่า ปราสาทแห่งนี้มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 7,500 ตารางเมตร มีหอคอยและสิ่งก่อสร้างในอาณาเขตมากมาย รวมถึงป้อมปราการขนาดใหญ่และห้องโถงกลางที่กว้างกว่า 300 ตารางเมตร แถมใต้ดินยังมีสุสานบรรพชนตระกูล Stark และบ่อน้ำพุร้อนไว้คลายหนาวอีกด้วย ... พิเศษสำหรับผู้ที่นับถือเทพเจ้า เพราะที่นี่มี Godswood ไว้ให้บูชาอย่างใกล้ชิด

ปราสาทหลังนี้มีอายุอานามกว่า 8,000 ปี ตั้งอยู่บน Kingsroad ระหว่างกำแพงยักษ์กับเมืองหลวง อากาศดีตลอดทั้งปี สนนราคาเริ่มต้นที่ 8,700 ล้านบาท แต่ดูท่าตระกูล Stark คงไม่ขายให้ง่ายๆ

 

Harrenhal, Riverlands

หาก King’s Landing คือกรุงลอนดอน Harrenhal แห่งนี้ก็น่าจะอยู่แถวๆ Birmingham ที่นี่คือปราสาทที่ใหญ่ที่สุดใน 7 อาณาจักร โดยประมาณกันว่ามีขนาดใหญ่กว่า Winterfell ถึง 3 เท่า ประกอบด้วย 5 หอคอยขนาดยักษ์ ห้องครัวหลายห้อง ห้องยุทโธปกรณ์ ค่ายทหาร ห้องอาบน้ำและอื่นๆ แต่ถ้าใครที่สนใจจะซื้อต่อไป อาจจะต้องคิดหนักหน่อย เพราะทุกอย่างที่ว่ามานั้นพังพินาศไปเกือบหมดด้วยเพลิงของมังกรในระหว่างสงครามครั้งที่แล้ว ปัจจุบันเหลือพื้นที่ใช้สอยได้ราว 700 ตารางเมตร

ผู้ที่ชื่นชอบการบูรณะปราสาทเก่า ชอบทิวทัศน์ของทะเลสาบ Gods Eye หรืออยากจะพบปะกับวิญญาณผู้วายชนม์ครั้งอดีต ก็สามารถซื้อที่นี่ได้ในราคาประมาณ 22,000 ล้านบาท

 

Great Pyramid, Meereen

มหาพีระมิดแห่ง Meereen ที่มั่นของ Daenarys Targaryan มารดาแห่งมังกรในอ่าวค้าทาส มีขนาดความสูงถึง 800 ฟุตหรือใหญ่ประมาณ 2 เท่าของมหาพีระมิดแห่ง Giza ในประเทศอียิปต์ จุดเด่นของที่นี่คือ การเป็นศูนย์กลางการปกครองของเมือง รวมไปถึงเป็นเมืองเอกในย่านอ่าวค้าทาส มีห้องประทับสำหรับราชินีพร้อมกับสระสรงน้ำหอมส่วนพระองค์ บันไดทำด้วยหินอ่อนสวยงาม เรียบหรู สง่างาม แถมบนยอดพีระมิดยังมีรูปหล่อฮาร์ปีทองเหลืองขนาดยักษ์ตั้งเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นด้วย

นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ประเมินว่า การสร้างมหาพีระมิดแห่ง Giza อาจต้องใช้งบประมาณราว 150,000 – 180,000 ล้านบาท ฉะนั้น มหาพีระมิดแห่ง Meereen จึงน่าจะใช้งบประมาณอีกเท่าตัว หรือประมาณ 330,000 ล้านบาท องค์ Khaleesi น่าจะยอมขายให้ถ้าเงินถึง

นอกจากจะได้ที่พักหนึ่งเดียวในโลกแล้ว ยังได้ครอบครองสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอีกด้วยนะครับ

 

The Eyrie, The Vale

แหล่งข้อมูลแห่งหนึ่งอ้างว่า จอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ติน จำลอง The Eyrie แห่งนี้มาจาก Neuschwanstein ปราสาทอันเลื่องชื่อในเยอรมัน (และเป็นต้นแบบปราสาทของ Disney ด้วย) ตามท้องเรื่อง ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่บนเขาสูงและห่างไกล แทบจะเรียกว่าปราการลอยฟ้าก็ว่าได้ นอกจากทิวทัศน์ของ Westeros ที่งดงามราวภาพวาดเมื่อมองลงมาจากปราสาทแล้ว ความพิเศษอีกอย่างของที่นี่คือ Sky Cells คุกที่เปิดโล่งไว้ขังนักโทษของคุณให้สัมผัสกับลมกรรโชกบนที่สูง หรือจะโยนพวกเขาลงจาก “ประตูจันทรา” ก็เพลิดเพลินไม่แพ้กัน ... ข้อหลังนี้อดีตเจ้าของปราสาทพิสูจน์ด้วยตนเองมาแล้ว

ด้านราคา ปราสาทแห่งนี้ซึ่งคาดว่าคงตั้งอยู่แถวๆ เวลส์ น่าจะเริ่มต้นที่ 570 ล้านบาท กับพื้นที่ใช้สอยราว 6,000 ตารางเมตร แต่ทั้งนี้คาดว่าเจ้าของคนปัจจุบันน่าจะเจรจาง่าย มีโอกาสสูงครับ

 

Castle Black, The Wall

บ้านของหน่วยพิทักษ์ราตรี หรือ Night's Watch ผู้ปกป้องมวลมนุษย์จากเหล่าสิ่งที่อยู่นอกกำแพง ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ปลายทางถนน Kingsroad มีอายุนับเนื่องมา กว่า 8,000 ปีตั้งแต่สมัยของปฐมบุรุษ มี 19 ป้อมปราการทอดตัวยาวตามแนวกำแพงยักษ์เป็นระยะทางถึง 480 กิโลเมตร ภายในตกแต่งพร้อมอยู่ มีหน่วยคุ้มกันกว่า 100 นาย มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,000 ตารางเมตร พร้อมรองรับครอบครัวขนาดใหญ่ (มากๆ ) มีห้องสมุด ห้องเก็บอาวุธ ห้องเสบียง คอกม้าและห้องอเนกประสงค์จำนวนมาก

ตามแผนที่ตั้งแล้ว Castle Black น่าจะอยู่บริเวณเมือง Carlisle ของอังกฤษ สนนราคาเริ่มต้นที่ 500 ล้านบาท เหมาะสำหรับผู้ชอบชีวิตสันโดษ สมถะ ง่ายๆ กับอากาศที่เย็นสบายตลอดปี ... แถมไม่เหงาเพราะมีอาคันตุกะอย่าง คนเถื่อนหรือกองทัพผีดิบมาเยี่ยมอยู่เป็นระยะๆ ... เสียดาย ปัจจุบันปราสาทแห่งนี้น่าจะล่มสลายไปแล้ว

 

The Twins

หอคอยคู่พร้อมสะพานเชื่อมดินแดนตอนเหนือและใต้เข้าด้วยกัน ที่นี่คือจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทางทหาร เพราะหากไม่ข้ามแม่น้ำ Trident ไปต้องผ่านสะพานเส้นนี้ (ซึ่งหมายถึง หากคุณได้ครอบครองมันก็จะสามารถเกรียนใส่ใครก็ได้) หอคอยคู่พร้อมสะพานมีพื้นที่ใช้สอยราว 72,000 ตารางเมตร และเมื่อเทียบกับแผนที่ของโลกแห่งความจริงแล้ว ที่นี่น่าจะอยู่แถวเมือง Stoke นั่นเอง

หอคอยทั้งสองมีแผนผังเป็นแฝดกัน ตกแต่งสวยงาม มีห้องโถงที่โอ่อ่าสมศักดิ์ศรี มีห้องท้องพระโรงพร้อมบัลลังก์ไม้โอ้ก ด้านบนใช้เป็นที่อยู่อาศัย และด้านล่างเป็นย่านการค้า ... มีคำแนะนำอย่างหนึ่งคือ ที่นี่ไม่เหมาะสำหรับการจัดพิธีวิวาห์หรืองานเลี้ยงฉลองประจำตระกูล

สนนราคาอยู่ที่ 5,900 ล้านบาท ซึ่งไม่แพงเลยสำหรับการยึดครองจุดยุทธศาสตร์ทางการรบและการค้า แต่ต้องค้นหากันนานสักหน่อยว่าตอนนี้กรรมสิทธิ์ตกไปอยู่ที่ใคร

 

Casterly Rock, The Westerlands

บ้านแสนรักของตระกูล Lannister ซึ่งขึ้นชื่อด้านความแข็งแกร่งและการป้องกันที่สมบูรณ์แบบที่สุดในดินแดนนี้ ปราสาทตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน มองเห็นเมืองท่า Lannisport และทะเล Sunset อย่างชัดเจน ก่อนจะเข้าสู่ตัวปราสาท แขกทุกคนต้องผ่านเส้นทาง Lion’s Mouth และตกตะลึงในความอลังการงานสร้างของที่นี่ ตัวปราสาทคงทนและสามารถคงสภาพไปได้นานนับพันปี เนื่องจากสร้างโดยหินแกรนิตคุณภาพดี นอกจากนั้น เหมืองทองใต้ดินซึ่งนำความร่ำรวยมาให้ตระกูล Lannister ก็เป็นของแถมชั้นเยี่ยมอีกด้วย

ปราสาทหลังนี้มีหอคอยและห้องโถงมากมาย จุดเด่นอยู่ที่ Golden Gallery ที่ประดับด้วยทองคำแท้ มีน้ำพุให้บรรยากาศสดชื่น และมีสวนที่จัดแต่งอย่างสวยงามในชื่อ Stone Garden ทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นที่กว่า 5,500 ตารางเมตร และราคาขายคงต้องไปตกลงกับเจ้าของเขาเอาเองครับ

 

Dragonstone, Blackwater Bay

ใครที่ชอบมีบ้านบนเกาะ อย่ามองข้ามที่นี่ Dragonstone ตั้งอยู่บนเกาะเล็กในอ่าว Blackwater มีอายุกว่า 500 ปีซึ่งในอดีตเป็นบ้านของตระกูล Targaryen ก่อนจะกลายมาเป็นที่มั่นของกองทัพ Baratheon เมื่องสงครามยุติ ภายในตกแต่งด้วยรูปสลักสุนัขสามหัวและมังกรมากมาย นอกจากวิวจะดีแล้ว ก็ยังเดินทางสะดวกสามารถล่องเรือไปยัง King’s Landing ได้ในเวลาไม่กี่วัน

จุดเด่นของที่นี่คือห้องยุทธการที่มีวิวทะเล พร้อมโต๊ะหินสลักเป็นรูปแผนที่ดินแดน Westeros มีชื่อเมืองและภูมิประเทศบอกเสร็จสรรพ เหมาะสำหรับวางแผนการรบ และบนเกาะยังมีเหมือง Dragon Glass ไว้เพื่อผลิตอาวุธต่อต้านกองทัพผีดิบอีกด้วย

ปัจจุบัน Dragonstone กลับมาเป็นของทายาทตระกูล Targaryen อีกครั้ง แม้ราคาประเมินสำหรับปราสาทที่มีพื้นที่ใช้สอย 3,500 ตารางเมตรจะสูงถึง 23,500 ล้านบาท แต่ขุ่นแม่คงไม่ขายให้ใครเร็วๆ นี้แน่

 

Pyke, Ironman’s Bay

ปราสาท Pyke ตั้งอยู่เกาะที่มีชื่อเดียวกัน และเป็นเกาะใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะ Iron นี่คือบ้านของตระกูล Greyjoy มาหลายศตวรรษ ปราสาทหลังนี้โดนเด่นด้วยลักษณะที่เป็นหอคอยสูงตั้งอยู่บนแท่งหินขนาดมหึมา 4 แท่ง มีสะพานเชื่อมถึงกัน แยกเป็น ป้อม Great Keep, Kitchen Keep, Blood Keep และหอคอย Sea Tower แต่ละป้อมมีหลายชั้น มีห้องโถงใหญ่ พร้อมเตาไฟเพื่อสร้างความอบอุ่น พื้นที่ใช้สอยรวม 3,500 ตารางเมตร เหมาะเป็นที่พักตากอากาศและบ้านพักส่วนตัวด้วยบรรยากาศริมทะเลที่สวยงาม

ราคาเริ่มต้นที่ 1,200 ล้านบาท แต่เชื่อเถอะ คุณไม่น่าจะอยากทำการค้ากับเจ้าของคนปัจจุบันเท่าใดนักหรอก

 

Water Gardens, Dorne

บ้านสวนที่อยู่ทางใต้ของ Westeros เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ โดดเด่นด้วยต้นปาล์มสูงชะลูด มีสระว่ายน้ำและน้ำพุ ตัวอาคารสวยหรูงดงามสร้างด้วยศิลปะทางใต้ มีห้องอรรถประโยชน์มากมาย พร้อมคอกม้า จึงไม่น่าแปลกเลยที่ตระกูล Martell จะเลือกที่นี่เป็นบ้านพักเพื่อใช้ชีวิตอันสุขสบาย ห้องหับประดับตกแต่งอย่างวิจิตร มีเครื่องเรือนพร้อมสรรพและมีพรมปูตลอดทางเดิน ทิวทัศน์ของที่นี่ก็ไม่เป็นรองใคร เพราะคุณสามารถเพลิดเพลินกับความงามของท้องทะเลได้สุดสายตา

บ้านสุดหรูนี่อยู่ห่างจากชายหาดเพียง 200 เมตร มีอาณาเขตทั้งหมด 11,000 ตารางเมตร โดยเป็นสวนถึง 8,500 ตารางเมตรและตัวอาคารอีก 3,500 ตารางเมตร  ด้วยการออกแบบซึ่งหาใดเปรียบได้ยาก ทั้งซุ้มประตู โถงต้อนรับ และกรวดหินอ่อนสีชมพูถึงโรยประดับไว้รอบทางเดินในสวนและท้องพระโรงกลางแจ้ง ที่นี่คือสุดยอดที่อยู่อาศัยของ Westeros อย่างแท้จริง แต่เสียดายที่ปัจจุบันยังยืนยันกรรมสิทธิ์เจ้าของไม่ได้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://nerdist.com/discover-the-insane-property-values-from-game-of-thro...

http://www.lamudi.com.ph/journal/listing-westeros-the-properties-of-game...

http://static.apps.welt.de/2015/game-of-thrones/index_en.html

รูปภาพจาก

HBO

Game of Thrones Wiki 

01 พฤศจิกายน 2017